ปีกพญาอินทรีเหนือน่านฟ้าแปซิฟิก
ภารกิจด้านความมั่นคง ถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักในการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของแต่ละดินแดนนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยภารกิจสำคัญนี้ถูกมอบให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานทหารหรือกองทัพของแต่ละประเทศในการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายและเพื่อให้เกิดสวัสดิภาพและความผาสุกกับผู้คนในดินแดนนั้น ๆ
อย่างไรก็ตามในโลกปัจจุบันงานด้านความมั่นคง ได้มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นตามยุคสมัยและพัฒนาการของสังคมมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง กิจการด้านความมั่นคงในทุกวันนี้ไม่ได้จำกัดขอบเขตเพียงการปกป้องอธิปไตยหรือรักษาอาณาเขตของแต่ละประเทศ ด้วยการยกกำลังเข้าห้ำหั่นสู้รบกันให้แพ้ราบคาบไปข้างหนึ่งเท่านั้น
เมื่อวันเวลาผ่านไปงานด้านความมั่นคงได้แผ่ขยาย ไปในเกือบทุกกิจกรรมของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมหรืออื่น ๆ การต่อสู้โดยใช้กำลังอาวุธและแสนยานุภาพทางทหารที่จะทำให้เกิดความเสียหายต่อมวลมนุษยชาติ จึงแปรมาเป็นความร่วมมือระหว่างกันในแต่ละภูมิภาคของโลกแทนการยกกำลังเข้าต่อสู้กันเหมือนเช่นในอดีต
เมื่อไม่นานมานี้สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้นำคณะ ผู้สื่อข่าวจากประเทศไทย ไปเยี่ยมชมกิจการของ “สายการบังคับบัญชาในภูมิภาคแปซิฟิกของสหรัฐอเมริกา” หรือ “U.S. Pacific Com- mand (USPACOM)” ซึ่งตั้งอยู่ที่แคมป์ เอช.เอ็มฯ สมิทธ (Camp H.M.Smith) มลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา สายการบังคับบัญชาในภูมิภาคแปซิฟิกของสหรัฐ นี้เป็นหนึ่งในหกสายการบังคับบัญชาหลักตามพื้นที่รับผิดชอบ ของสหรัฐ ที่กระจายอยู่ใน ทุกภูมิภาคทั่วโลก ถือเป็นสายการบังคับบัญชาที่เก่าแก่ และใหญ่โตที่สุดของสหรัฐ ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2490 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2ยุติลงราวสองปี ปัจจุบันมีพล.ร.อ.โรเบิร์ต เอฟ วิลลาร์ด เป็นผู้บัญชาการ ขึ้นตรงต่อ ประธานาธิบดีสหรัฐ ผ่าน คณะเลขาธิการด้านความมั่นคงของสหรัฐ
สายการบังคับบัญชาในภูมิภาคแปซิฟิกของสหรัฐ ประกอบด้วย กองเรือสหรัฐในภูมิภาคแปซิฟิก (U.S. Pacific Fleet) กองทัพอากาศสหรัฐในภูมิภาคแปซิฟิก (U.S. Pacific Air forces) กองทัพบกสหรัฐ ในภูมิภาคแปซิฟิก (U.S. Army Pacific) และกองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐในภูมิภาคแปซิฟิก (Marine Forces Pacific) ทั้งนี้มีทหารและพลเรือนสหรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ในสายการบังคับบัญชานี้ กว่า 3 แสนคน หรือเทียบเท่าหนึ่งในห้าของกำลังทางทหารของสหรัฐมีแสนยานุภาพทางอาวุธยุทโธปกรณ์ที่กองทัพชาติอื่นจะต้องตาลุกวาว เป็นต้นว่า ในส่วนของกองเรือฯ มีเรือบรรทุกเครื่องบินห้ากลุ่ม มีเรือรบประมาณ 180 ลำ เครื่องบิน 1,500 ลำ ในส่วนของกองทัพอากาศฯ มีเครื่องบินสมรรถนะเยี่ยมประจำการ 300 ลำ และอีก 100 ลำอยู่ที่เกาะกวมของสหรัฐ เป็นต้น
การที่สหรัฐ ให้ความสำคัญกับภูมิภาคแปซิฟิกนั้นเป็นเพราะภูมิภาคนี้ กินพื้นที่ถึงครึ่งหนึ่งของโลกสีน้ำเงินที่เราอาศัยอยู่นี้ เริ่มตั้งแต่พื้นน้ำชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐ จรดชายแดนอินเดีย และจากเขตแอนตาร์กติกาจนถึงขั้วโลกเหนือ ถือเป็นเขตที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง และมีประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจำนวน 36 ประเทศ ประกอบด้วยประชากรกว่า 50% ของโลกที่ใช้ภาษาแตกต่างกันถึง 3,000 ภาษา กลุ่มเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดจากสองในสามของโลกก็อยู่ในภูมิภาคนี้ พื้นที่ รับผิดชอบของสายการบังคับบัญชาในภูมิภาคแปซิฟิก ของสหรัฐ จึงครอบคลุมประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตลอดไปจนถึงรัฐที่เล็กที่สุดในโลกและประเทศที่เล็กที่ สุดในเอเชีย พร้อมดูแลผล ประโยชน์ทางด้านการค้าของสหรัฐ 35% ในภูมิภาคนี้ ซึ่งถือเป็นภูมิภาคหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก รวมถึง จับตาความเคลื่อนไหว กองทัพขนาดใหญ่ของโลก ทั้ง 5 ประเทศ คือ จีน อินเดีย รัสเซีย เกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้
นอกเหนือจากนั้นความกังวลของกองทัพสหรัฐในภูมิภาคแปซิฟิกที่สำคัญยิ่งคือความเคลื่อนไหวในคาบสมุทรเกาหลี ของประเทศเกาหลีเหนือเกี่ยวกับการสะสม อาวุธนิวเคลียร์ และการเติบโตของจีนยักษ์ใหญ่คู่แข่งตัวฉกาจของสหรัฐ ซึ่งทางสหรัฐ เพ่งความสนใจอย่างไม่อาจละสายตาได้
ทั้งนี้พันธกิจหลักของสายการบังคับบัญชาในภูมิภาคแปซิฟิกของสหรัฐ นั้นคือการทำหน้าที่ป้องกันและปกป้องอธิปไตยของสหรัฐ ตลอดจนประชาชน และผลประโยชน์ของชาติร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐบาลสหรัฐ โดยหวังที่จะเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง พัฒนาการ ส่งเสริมสันติภาพ การต่อต้านความรุนแรง ภัยจากอาวุธนิว เคลียร์ และการก่อการร้ายสากล ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย. 2544 (ปี ค.ศ. 2001) โดยอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาค โดยเฉพาะในเรื่องความพร้อมทางการทหาร ซึ่งไทยถือเป็นพันธมิตรหลักที่สำคัญในภูมิภาค
สายสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพสหรัฐนั้น มีมาอย่างยาวนาน โดยผ่านสายการบังคับบัญชาในภูมิภาคแปซิฟิกของสหรัฐ ในรูปแบบของการฝึกซ้อมรบและกิจกรรมด้านอื่น ๆ ร่วมกับกองกำลังของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค การฝึกซ้อมรบที่สำคัญและเป็นที่รู้จักเป็น อย่างดี ยกตัวอย่างเช่น การฝึกคอบร้า โกลด์ (COBRA GOLD) เป็นการฝึกร่วม หรือผสมทางการทหารระดับพหุภาคีที่จัดขึ้นเป็นประจำ ทุกปีในประเทศไทย เริ่มครั้งแรกจากการฝึกทวิภาคีระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐ เมื่อปี พ.ศ. 2525 ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นแบบพหุภาคีโดยมีประเทศอื่น ๆ เข้าร่วมฝึกซ้อมและสังเกตการณ์ ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น และการฝึก RIM OF THE PACIFIC (RIMPAC) ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นไปในช่วงปลายเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยใช้สถานที่หมู่เกาะฮาวาย การฝึก RIMPAC นั้น เป็นการฝึกซ้อมขนาดใหญ่เกี่ยวกับการยิง การป้องกันทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประเทศเข้าร่วม จำนวน 14 ประเทศ ประกอบด้วย ออสเตรเลีย แคนาดา โคลอมเบีย ฝรั่งเศส อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย เนเธอร์แลนด์ เปรู สาธารณ รัฐเกาหลี สิงคโปร์ ไทย และสหรัฐ โดยการฝึก RIMPAC นี้เริ่มขึ้นครั้งแรกในปี 2514 เป็นต้นมา
นอกจากการฝึกซ้อมรบพร้อมเพื่อความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาคแล้ว สายการบังคับบัญชาในภูมิภาคแปซิฟิกของสหรัฐ ยังมีภารกิจในเรื่องการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมในภูมิภาค โดยเฉพาะเหตุการณ์สำคัญในช่วงที่ผ่านมา คือ เหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2547 ที่ทำให้ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านได้รับความเสียหายอย่างมหาศาล หรือเหตุการณ์พายุไซ โคลนนาร์กีสพัดถล่มประเทศพม่า เมื่อปี 2551 ซึ่งประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความช่วยเหลือ จากองค์กรเอกชน รวมทั้งกองทัพสหรัฐ ไปยังประเทศพม่า เนื่องด้วยเหตุผลทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลพม่ากับสหรัฐ ที่ ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ไทยจึงมีบทบาทสำคัญในการเป็น ฐานนำความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปถึงประชาชนชาวพม่า
จะเห็นได้ว่าความร่วมมือระหว่างไทยและประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผ่านการดำเนินการของสายการบังคับบัญชาในภูมิภาคแปซิฟิกของสหรัฐ ดำเนินไปด้วยรูปแบบและกิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งเป็นการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางด้าน ต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ให้ยั่งยืนต่อไป
สุดท้ายสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่กองทัพไทยต้องเรียนรู้จากกองทัพของสหรัฐ นั่น คือ การแยกบทบาทของกองทัพออกจากการเมืองอย่างชัดเจน โดยต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่อย่างไม่แทรกแซงกันและกัน เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของไทยในช่วงผ่านมาและเป็นอยู่ในปัจจุบัน นายทหารระดับสูงในกองทัพสหรัฐที่ปฏิบัติงานอยู่ในสายการบังคับบัญชาในภูมิภาคแปซิฟิกของสหรัฐ ซึ่งมี ความคุ้นเคยกับประเทศไทยเป็นอย่างดี ได้ฝากความปรารถนาดีมายังประเทศไทย และขอเอาใจช่วยให้เมืองไทยผ่านพ้นวิกฤติช่วงนี้ให้ได้ในเร็ววัน.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น