ล่วงผ่านวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันอาสาฬหบูชาต่อเนื่องมาถึง วันเข้าพรรษาในวันนี้ นอกเหนือจากพุทธศาสนิกชนจะได้บำเพ็ญบุญกุศลตักบาตรทำบุญถวายอาหารคาวหวานเครื่องอุปโภคที่จำเป็นแก่พระภิกษุ รวมทั้งเจริญศีลฟังเทศน์ปฏิบัติธรรมแล้วช่วงวันเข้าพรรษา อีกสิ่ง สำคัญที่ยึดปฏิบัติสืบต่อมาอย่างต่อเนื่องคือ การถวายเทียนพรรษา
เข้าพรรษา ในความสำคัญของวันนี้คือการที่พระพุทธเจ้ากำหนดให้พระภิกษุเริ่มอยู่จำพรรษาในวันแรม 1 ค่ำเดือน 8 โดยไม่เดินทางไปค้างแรม ณ สถานที่ใดเป็นเวลาสามเดือนทำให้พระภิกษุที่อยู่ร่วมกันจำนวนมากได้ศึกษาเข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง
นอกจากนี้ วันเข้าพรรษายังมีความหมายเป็นการเริ่มต้น ลด ละ เลิกอบายมุข สอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนสำคัญการงดเว้นจากบาปและความชั่วต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาดีในการน้อมนำหลักธรรมคำสอนมาเป็นแนวทางปฏิบัติสร้างความสุขสงบเป็นเข็มทิศนำทางการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท
ขณะที่ การหล่อเทียน ถวายเทียนพรรษาเป็นประเพณีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธปฏิบัติสืบเนื่องมา โดยการถวายแสงสว่างแก่พระภิกษุสงฆ์ สามเณร เชื่อกันว่า จะได้อานิสงส์แรงทำให้มีสติปัญญาดี ด้วยเพราะสมัยก่อนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ในช่วงจำ พรรษา พระสงฆ์สามเณรต้องศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย โดยช่วงค่ำมีความจำเป็นต้องใช้เทียนเพื่อให้เกิดแสงสว่าง ก่อนเข้าพรรษาจึงมีการถวาย เทียน
เทียนพรรษาแม้จะมีรูปแบบวิวัฒนาการให้เห็นจากเทียนเล่มเล็กสู่ต้นเทียนงดงามตกแต่งลวดลายวิจิตร แต่อย่างไรแล้วในความสำคัญของการถวาย เทียน นัยแห่งเทียนวันเข้าพรรษา ดร.อำนาจ บัวศิริ ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติให้ความรู้ว่า เทียนเข้าพรรษาเรื่องนี้นั้นมีประวัติมายาวนานนับแต่ครั้งสมัยพุทธกาล มีความเชื่อศรัทธากันถึงการ ให้แสงสว่างถวายบูชาพระประทีปทำให้เกิดสติปัญญา จิตใจผ่องใส ผิวพรรณงดงาม ช่วงเข้าพรรษาจึงเกิดประเพณี การถวายเทียนพรรษา
“ช่วงพรรษาสามเดือนมีข้อกำหนดว่าพระภิกษุสงฆ์ต้องทบทวน ร่ำเรียนหลักธรรม ปฏิบัติธรรม ซึ่งในครั้ง อดีตที่ยังไม่มีไฟฟ้า มีแต่ความมืดจึงมีผู้คิดว่าควรต้องมีแสงสว่างก็เลยมีการสร้างเทียนขึ้นมาถวายเพื่อเป็นพุทธบูชา
การสร้างเทียนประดิษฐ์เทียนเพื่อใช้ส่องแสงสว่างมีมายาวนาน อย่าง พราหมณ์จะใช้ไขจากวัว ส่วนชาวพุทธจะใช้ขี้ผึ้งโดยการเอารังผึ้งร้างที่ไม่มีน้ำหวานมาต้มเอาขี้ผึ้งแล้วฟั่นเป็นเทียนเล่มเล็ก ๆ นำมาจุดส่องแสงสว่าง นับแต่นั้นจึงมีการนำเทียนมาถวายก็เลยเกิดเป็นประเพณีถวายเทียนพรรษาในช่วงเข้าพรรษา”
สมัยก่อนการหล่อเทียนเป็นไปด้วยความเรียบง่ายใช้กระบอกไม้ไผ่เป็นเบ้าหล่อเทียน ใส่ไส้สำหรับการจุด ต่อมาเมื่อมีวิวัฒนาการดีขึ้นก็มีการนำโลหะมาจัดทำเป็นเบ้า มีการตกแต่งแท่งเทียนสวยงาม แต่โดยหลักแท้จริงของเทียนพรรษาทำขึ้นมาเพื่อให้ความสว่างแก่พระสงฆ์ในการปฏิบัติธรรมศึกษาเล่าเรียนในช่วงเข้าพรรษา
การถวายเทียนแม้จะเป็นการให้แสงสว่างทางตา แต่นัยเดียวกันพระก็ได้ใช้แสงสว่างจากเทียนเพื่อการเรียนพระธรรมเป็นแสงสว่างทางปัญญา ซึ่งก็มีพุทธสุภาษิตที่กล่าวว่าแสงสว่างใดเสมอด้วยปัญญาไม่มีก็เลยใช้เทียนเป็นสัญลักษณ์ความสว่างไสวทางปัญญาซึ่งก็เป็นคติของชาวพุทธก็เลยมีความนิยมถวายเทียนพรรษาสืบเนื่องมา
“ในสมัยสุโขทัย อยุธยา ก็มีการถวายเทียนอีกทั้งยังมีการบันทึกอย่างชัดเจนในสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงหล่อเทียนประมาณ 200 เล่มเพื่อถวายวัดต่าง ๆ อย่างทั่วถึงซึ่งจากการบันทึกก็ทำให้ เห็นความชัดเจนของประวัติศาสตร์ที่มีการสืบทอดปฏิบัติกันต่อเนื่องมา
ส่วนการถวายเทียนจะเป็นขนาดใดแท่งเล็กหรือแท่งใหญ่นั้น ก็แล้วแต่ไม่ได้มีข้อกำหนดใด ๆ แต่อย่างไรแล้วควรอยู่ในความพอดี ความเหมาะสมทั้งในรูปแบบ ลวดลาย ควรต้องทราบความหมาย การนำเทียนมาใช้โดยเทียนนั้นเป็นเครื่องหมายการจุดบูชาพระธรรมคำสอน ให้แสงสว่างการนำเทียนมาถวายจะเป็นขนาดรูปแบบใดจึงควรพิจารณา ให้มีความเหมาะสม”
จากประเพณีก็ทำให้ เกิดความต่อเนื่องในการถวายเทียนในช่วงเข้าพรรษา ส่วนปัจจุบันเมื่อมีไฟฟ้าแล้วเทียนก็ยังคงมีความหมายความจำเป็นอย่างเช่น วัดที่ยังไม่มีไฟฟ้าก็จะได้ใช้ความสว่างไสวจากแสงเทียนในการศึกษาพระธรรม ปฏิบัติธรรม
อีกทั้งแสงสว่างจากเทียนยังช่วยให้ปลอดภัยจากอันตรายของแมลงและสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งนอกจากการถวายเทียนพรรษาในช่วงเข้าพรรษาก็มีการถวายหลอดไฟ ซึ่งนัย ก็เป็นเช่นเดียวกัน
“การถวายเทียนสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง แต่ที่เกิดขึ้นช่วงเข้าพรรษาถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เห็นได้ชัดเจนเนื่องด้วยพระสงฆ์ต้องอยู่จำพรรษาได้ใช้เทียนอย่างเต็มที่ แต่ช่วงเวลานอกพรรษาก็สามารถ ทำได้ อย่างเช่น ถ้าหลอดไฟในวัดชำรุดเสีย ก็สามารถ ซื้อมาเปลี่ยนซ่อมแซมได้ ขณะที่เทียนก็ยังคงต้องใช้สำหรับการทำวัตรเช้าทำวัตรเย็นจุดในโบสถ์”
ในโอกาสอันดีนี้จึงอยาก ให้เห็นถึงสาระสำคัญของวันเข้าพรรษาซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการตั้งมั่นประพฤติปฏิบัติความดีน้อมนำหลักธรรมคำสอนมาปฏิบัติ
“พระพุทธองค์ ทรง เรียนรู้หลักธรรมจากธรรมชาติ ตามธรรมชาติก็มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไปเปรียบเหมือนชีวิตทั้งพืชทั้งสัตว์ก็มีเกิดมีอายุที่เพิ่มสูงขึ้น มีเจ็บเหี่ยวเฉาตายจากไปเป็นอนิจจังสัจธรรม ของโลก การจะเข้าใจถึงวิถีที่เป็นอยู่ได้ก็ด้วยการปฏิบัติซึ่งการเรียนเพียงแค่หลักธรรมจะไม่ได้ผลเต็มสมบูรณ์ อย่างในเรื่องความมีเมตตาทั้งต่อตนเองและเพื่อนมนุษย์ การจะเกิดความเมตตาได้ก็ต้องรู้จักการให้ รู้การแบ่งปันเอื้อเฟื้อและเมื่อรู้จักเป็นผู้ให้แล้วก็จะมีความเมตตา ปรารถนาดีต่อผู้อื่น เมื่อฝึกปฏิบัติต่อเนื่องไปใจของเรา ก็จะไม่หวงแหน จิตใจก็จะผ่องแผ้ว”
การปฏิบัติธรรมเจริญศีลภาวนาจึงนำมาซึ่งความสุขสงบ ยุติความวุ่นวายต่าง ๆ ที่คิดคำนึงให้ลดน้อยลง เมื่อสมาธิเกิดสมองก็จะปลอดโปร่ง ไม่คิดเรื่องหนึ่งเรื่องใด เมื่อจะพิจารณาถึงความจริง ความผิด ถูกต้องหรือจะคิดทำสิ่งใดปัญญาก็จะคมชัด ต้องฝึกหัดเรียนรู้ซึ่งหลักของพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้เป็นจริงก็ ต่อเมื่อเราลงมือฝึกปฏิบัติ
การน้อมนำธรรมมาปฏิบัติในช่วงวันเข้าพรรษาจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะซึ่งขณะที่พระเป็นต้นแบบการปฏิบัติศีลปฏิบัติธรรม เรียนธรรมอย่างเคร่งครัดในช่วงเข้าพรรษา
ขณะเดียวกัน พุทธศาส นิกชนก็จะได้ใช้ช่วงเวลานี้ ในการทำบุญ รักษาศีลด้วยเพราะพระภิกษุไม่ได้เดินทางไปที่ใดก็มีโอกาสได้ทำบุญต่อเนื่องเป็นการสร้างอานิสงส์ผลบุญที่ก่อขึ้นด้วยจิตบริสุทธิ์ บางคนอาจปวารณารักษา ศีลห้าอย่างเคร่งครัด รักษา ศีลแปดงดละเว้นการดื่มสุรา ตลอดช่วงเข้าพรรษาหรืออาจต่อเนื่องปฏิบัติดีสืบเนื่องไปโดยนำช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการเริ่มต้น
ผู้อำนวยการฯ ยังกล่าวทิ้งท้ายอีกว่า วันเข้าพรรษาจึงมีนัยทำให้หันมาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นอีกโอกาสดีในการน้อมนำหลักธรรมคำสอนปฏิบัติบูชา ทำบุญสุนทาน ก่อเกิดเป็นเสบียงบุญนำมาซึ่งความสุข สงบเป็นบุญกุศลแก่ตนเองและคนรอบข้าง.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น