วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

จับตาเปลือกโลก...แผ่นดินทรุด!

น้ำทะเลเพิ่มสูง...ไทยเสี่ยงท่วม!?

หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่สุมาตรา-อันดามันที่เกิดขึ้นในเดือนธันวาคมปี พ.ศ. 2547 ครั้งนั้นหลายพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันเผชิญกับคลื่นยักษ์สึนามิภัยทางธรรมชาติซึ่งไม่เพียงสร้างความสูญเสียในชีวิตทรัพย์สิน ทางด้านธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมต่างก็ได้รับผลกระทบมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน!!

ภาวะโลกร้อน สถาน การณ์ที่กล่าวขานส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงแปรปรวนของฝนฟ้าอากาศ รวมถึงพิบัติภัยทางธรรมชาติที่ปรากฏให้สัมผัสใกล้ชิดขึ้น การศึกษาวิจัยเชิงลึกติดตามความเคลื่อนไหวดังกล่าวจึงมีความหมายความจำเป็น

โครงการวิจัยร่วมไทย-ยุโรป GEO2TECDI ซึ่งเป็นโครงการวิจัยร่วมระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรปซึ่งคณะนักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรมแผนที่ทหาร กรมอุทกศาสตร์ โรงเรียน นายเรือ และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสาร สนเทศ ร่วมกับมหาวิทยาลัยในยุโรป ได้แก่ TUDelft, TUDarmstadt และ ENS ได้ใช้ข้อมูลจากดาวเทียม จีพีเอส ดาวเทียมวัดระดับน้ำทะเล และดาวเทียม SAR ซึ่งเป็นเทคโนโลยีอวกาศ Space-geodetic ตรวจวัดและติด ตามการเปลี่ยนแปลงของโลก เกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเล การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกและการทรุดตัวของแผ่นดิน

งานวิจัยไม่เพียงพบการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกประมาณ 2 เท่า หากแต่พบการลดระดับของเปลือกโลกในบริเวณประเทศไทยที่น่าเป็นห่วง!!

ขณะที่การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยก็มีการศึกษาเรื่องดังกล่าวแต่อาจมีข้อมูลที่ต่างกันไป จากผลวิจัยของโครงการฯ ประมวลผลข้อมูลระดับน้ำทะเลเฉลี่ยรายปีจากสถานีวัดระดับน้ำของกรมอุทกศาสตร์ตั้งแต่ปี 2483 และจาก ข้อมูลกรมแผนที่ทหาร ซึ่งให้ข้อสรุปถึงระดับน้ำทะเลเฉลี่ยในอ่าวไทยกำลังเพิ่มระดับขึ้น โดยบริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันตกระดับน้ำทะเลเฉลี่ยกำลังเพิ่มขึ้นด้วยอัตราประมาณ 3 มิลลิเมตรต่อปี

นอกจากนี้การวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมวัดระดับน้ำทะเลในช่วงปี 2536-2551 บริเวณห่างจากชายฝั่งออกไปแสดงให้เห็นว่าระดับน้ำทั่ว อ่าวไทยกำลังเพิ่มขึ้นเช่นกัน อีกทั้งงานวิจัยได้ตรวจวัดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกซึ่งข้อมูลจากการวัดด้วยสัญญาณดาวเทียมจีพีเอสในบริเวณเกาะภูเก็ต ชุมพร และชลบุรีตั้งแต่ปี 2537 แสดงให้เห็นว่า ก่อนเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่สุมาตรา-อันดามันในปี 2547 แผ่นเปลือกโลกยกตัวอย่างช้า ๆ 2-3 มิลลิ เมตรต่อปี แต่หลังแผ่นดินไหวมีทิศทางลดระดับลง อย่างรวดเร็วด้วยความเร็ว ที่ตรวจวัดได้ประมาณ 10 มิลลิเมตรต่อปี ขณะเดียวกันได้ตรวจวัดการทรุดตัวของ ชั้นดินชั้นทรายในบริเวณกรุงเทพมหานคร

ขณะที่การลดระดับของเปลือกโลกและการทรุดตัวของชั้นดินชั้นทรายทำให้การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยส่งผลกระทบรุนแรงขึ้นต่อกรุงเทพฯ และจังหวัดชายฝั่งใกล้เคียงโดยมีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเกิดน้ำท่วม การกัดเซาะชายฝั่ง การรุก ของน้ำเค็มเข้าไปในแหล่งน้ำจืดตลอดจนการเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมชายฝั่ง รศ.ดร.อิทธิ ตริสิริสัตยวงศ์ ภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้ว่า โครงการนี้เราศึกษาทั้งสองส่วนทั้งเปลือกโลกที่เป็นชั้นหินซึ่งบนชั้นหินมีชั้นตะกอนเป็นพวกดิน ทราย หิน ฯลฯ

การทรุดตัวคงต้องแยกว่าเป็นชั้นดินชั้นทรายหรือชั้นตะกอนที่อยู่ชั้นบนหรือชั้นหิน ส่วนที่เป็นประเด็นมีการพูดถึงเปลือกโลกทรุดตัวส่งผลต่อน้ำท่วมนั้น แผ่นเปลือกโลกโดยทั่วไปมองกันว่าค่อนข้างเสถียรแต่ในความเป็นจริงนั้นยังมีการเคลื่อนตัวอยู่ซึ่งการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในประเทศไทยก็มีผู้ศึกษาติดตามเรื่องแผ่นดินไหวอยู่โดยการศึกษาส่วนใหญ่จะเป็นการติดตามการเคลื่อนตัวในทางราบ แต่โครงการฯ ศึกษาวิจัยในทางดิ่งร่วมด้วยและก็ทำให้พบว่า บริเวณประเทศไทยพบการลดระดับแผ่นเปลือกโลกกำลังเคลื่อนตัวลง

“ตัวเลขที่มีได้แก่ ที่ จ.ชุมพร ภูเก็ตและ อ.สัตหีบ หากพิจารณาจากอนุกรมเวลาของค่าพิกัดทางดิ่งที่แสดงในรูปกราฟจะเห็นว่าเส้นกราฟลดระดับลงซึ่งก็เป็นประเด็นที่คาดการณ์ว่ากรุงเทพฯ ก็น่าจะเคลื่อนตัวลง แต่ก็ยังไม่แจ้งชัดว่าลงไปที่อัตราเท่าไหร่เหตุผลก็คือกรุงเทพฯ มีลักษณะพิเศษด้วยที่ว่าชั้นดินตะกอนหนามากต้องเจาะลึกลงไปมากจึงจะเจอชั้นหิน

อีกทั้งจุดตรวจวัดทั้งหมดของกรุงเทพฯที่มีอยู่ก็จะอยู่ตามตึก ค่าการเคลื่อนตัวในทางดิ่งที่ได้จากจีพีเอสก็จะมีส่วนที่เป็นชั้นหินปนอยู่กับส่วนที่เป็นชั้นดินชั้นตะกอนแยกได้ยากว่าเป็นอย่างไร แต่อย่างไรแล้วก็เชื่อว่ามีการลดระดับลงเพราะจากการศึกษาในพื้นที่ใกล้เคียงอื่นที่ตั้งอยู่บนชั้นหินก็มีระดับลดลง”

ในกรุงเทพฯ ประเด็นใหญ่ที่เราห่วงกันก็คือ ในเรื่องของน้ำท่วม เรื่องของการกัดเซาะชายฝั่ง การรุกเข้ามาของน้ำเค็มซึ่งที่ผ่านมาก็เจอปัญหาเหล่านี้อยู่แล้วเพียงแต่ว่า ประเด็นนั้นเกิดจากอะไร ถ้ามองต่อไปในระยะยาวใน อนาคตจะมีผลอย่างไร หากไม่มีการแยกแยะอะไรให้ชัดเจนในแต่ละประเด็นก็ไม่สามารถตอบได้

จากการศึกษาวิจัยที่เสนอพบข้อมูลที่กล่าวมาทุกเรื่องมีความน่าเป็นห่วง อย่างเรื่องของเปลือกโลกที่เป็นชั้นหินทรุดตัวลง การที่เปลือกโลกที่เป็นชั้นหินลดระดับลงก็จะส่งผลต่อทุกสิ่งบนผิวโลก ด้วยเพราะเราอยู่บนชั้นดินเมื่อชั้นหินลดระดับลง ชั้นตะกอนก็จะลดลงตาม

“การสำรวจครั้งนี้จึงเป็นการศึกษาที่ลึกลงไปถึงชั้นเปลือกโลกและเมื่อชั้นหินเปลือกโลกทรุดตัวก็จะส่งผลต่อสิ่งต่าง ๆ การลดระดับลง ทีละน้อยเหล่านี้อาจเป็นการลดระดับโดยที่ไม่รู้ตัวแต่จากการศึกษาก็ทำให้เตรียมความพร้อมล่วงหน้าได้อย่างทันท่วงที”

การที่เปลือกโลกลดระดับลงก็มีผลมาจากแผ่นดินไหวเมื่อปีค.ศ. 2004 ที่เกิดสึนามิซึ่งก็มักจะพูดกันถึงเรื่องพิบัติภัยสึนามิกัน แต่อาจลืมนึกถึงผลกระทบในสิ่งเหล่านี้ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่ ส่งผลกระทบต่อเนื่องมา ในการศึกษาครั้งนี้จึงถือว่าเป็นความรู้ที่น่าสนใจ

ส่วนการศึกษาจากจีพีเอสเป็นการวัดระยะทางจากดาวเทียมที่อยู่ในอวกาศ หากพูดในหลักการที่เข้าใจได้ง่ายคือ ค่าความสูงของตำแหน่งเดิมเมื่อเวลาผ่านไปมีความคงที่หรือไม่ ถ้ามีความคงที่ก็ไม่มีการทรุดตัวซึ่งในระดับชั้นหินส่วนที่เป็นเปลือกโลกคงไม่สามารถทำอะไรได้ในการที่ จะหยุดยั้ง

แต่สิ่งที่เราต้องทำคือ เมื่อทราบผลจากการศึกษา มีข้อมูลเหล่านี้คงต้องเร่งตระหนักซึ่งในความรุนแรงของน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งจะมากกว่าที่เราคิดและอาจจะแตกต่างจากเดิมที่ได้มีการศึกษา ดังนั้นต่อไปในอนาคต ในการวางแผนแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดจะเป็น น้ำท่วม การกัดเซาะชายฝั่งหรือน้ำเค็ม ฯลฯ คงต้องนำข้อเท็จจริงร่วมวางแผน โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งที่ผ่านมาก็เผชิญกับปัญหาน้ำท่วมสิ่งที่มีความห่วงใยกันคือ ปัจจุบันพื้นที่กรุงเทพฯ ผิวดินอยู่ในระดับต่ำอยู่ใกล้กับระดับน้ำทะเลมาก

อีกทั้งในระหว่างทางสิ่งที่กำลังลดระดับลงแน่นอนว่าการกัดเซาะชายฝั่งเกิดขึ้น น้ำเค็มทะลักเข้าไปก็ง่ายขึ้น อีกทั้งยังอาจพบเจอปัญหาในช่วงที่น้ำทะเลหนุนมากในช่วงปลายปี น้ำทะเลก็จะทะลักเข้าไปลึกขึ้นก็แน่นอนว่าย่อมสร้างความเสียหาย

ส่วนในเรื่องของน้ำท่วมก็อาจพบได้บ่อยขึ้น นานขึ้นเนื่องจากแผ่นดินทรุดลงการระบายน้ำก็จะยากขึ้น แต่อย่างไรแล้วในแง่ของ ปัญหาที่เกิดนั้นคงไม่เกิดฉับพลัน แต่จะค่อยเป็นค่อยไปและจะทวีความรุนแรงขึ้น การวางแผนเพื่อแก้ไขหรือป้องกันปัญหาเหล่านี้ในอนาคตต้องเผื่อตัวเลขเหล่านี้ไว้ด้วยและต้องมีการศึกษาติดตามต่อไปเนื่องจากการเคลื่อนตัวเหล่านี้มีค่าไม่คงที่

จากผลวิจัยที่มีความหมาย การตระหนักโดยไม่ตื่นตระหนกร่วมรักษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติสิ่งแวดล้อมให้คงความสมบูรณ์อย่างจริงจังและยั่งยืนก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ต้องไม่ละเลยมองข้ามเช่นกัน.

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

'มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย'

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ประกาศผลการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ ประจำปี 2553 “มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ สดร.จัดขึ้นเพื่อการสร้างความตระหนักทางด้านดาราศาสตร์ให้แก่ประชาชนทั่วไปรวมทั้งการส่งเสริมให้คนไทยเข้าใจหลักการถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ และส่งเสริมกิจกรรมการถ่ายภาพทางด้านดาราศาสตร์ในประเทศไทย ทั้งนี้มีผู้ได้รับรางวัลในแต่ละประเภทดังนี้ ประเภท Deep Sky Objects รางวัลชนะเลิศคือนายตระกูลจิตร จิตตไสยะพันธ์ จากภาพ “Helix Nebula” ประเภทปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ รางวัลชนะเลิศ คือ นาย วินนิวัตร ไตรตรงสัตย์ จากภาพ “มหัศ จรรย์สุริยุปราคา” ประเภทวัตถุในระบบสุริยะ รางวัลชนะเลิศ คือ นายพรชัย อมรศรีจิรทร จากภาพ “สถานีอวกาศนานาชาติผ่านหน้าดวงอาทิตย์” และประเภทวิวธรรมชาติกับดาราศาสตร์ รางวัลชนะเลิศ คือ นายเสฎฐวุฒิ ชาลาบุตระ จากภาพ “ปราสาทแสงดาว” ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.narit.or.th

'เทียนพรรษา' พุทธบูชาน้อมนำธรรม

ล่วงผ่านวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันอาสาฬหบูชาต่อเนื่องมาถึง วันเข้าพรรษาในวันนี้ นอกเหนือจากพุทธศาสนิกชนจะได้บำเพ็ญบุญกุศลตักบาตรทำบุญถวายอาหารคาวหวานเครื่องอุปโภคที่จำเป็นแก่พระภิกษุ รวมทั้งเจริญศีลฟังเทศน์ปฏิบัติธรรมแล้วช่วงวันเข้าพรรษา อีกสิ่ง สำคัญที่ยึดปฏิบัติสืบต่อมาอย่างต่อเนื่องคือ การถวายเทียนพรรษา

เข้าพรรษา ในความสำคัญของวันนี้คือการที่พระพุทธเจ้ากำหนดให้พระภิกษุเริ่มอยู่จำพรรษาในวันแรม 1 ค่ำเดือน 8 โดยไม่เดินทางไปค้างแรม ณ สถานที่ใดเป็นเวลาสามเดือนทำให้พระภิกษุที่อยู่ร่วมกันจำนวนมากได้ศึกษาเข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ วันเข้าพรรษายังมีความหมายเป็นการเริ่มต้น ลด ละ เลิกอบายมุข สอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนสำคัญการงดเว้นจากบาปและความชั่วต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาดีในการน้อมนำหลักธรรมคำสอนมาเป็นแนวทางปฏิบัติสร้างความสุขสงบเป็นเข็มทิศนำทางการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท

ขณะที่ การหล่อเทียน ถวายเทียนพรรษาเป็นประเพณีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธปฏิบัติสืบเนื่องมา โดยการถวายแสงสว่างแก่พระภิกษุสงฆ์ สามเณร เชื่อกันว่า จะได้อานิสงส์แรงทำให้มีสติปัญญาดี ด้วยเพราะสมัยก่อนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ในช่วงจำ พรรษา พระสงฆ์สามเณรต้องศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย โดยช่วงค่ำมีความจำเป็นต้องใช้เทียนเพื่อให้เกิดแสงสว่าง ก่อนเข้าพรรษาจึงมีการถวาย เทียน

เทียนพรรษาแม้จะมีรูปแบบวิวัฒนาการให้เห็นจากเทียนเล่มเล็กสู่ต้นเทียนงดงามตกแต่งลวดลายวิจิตร แต่อย่างไรแล้วในความสำคัญของการถวาย เทียน นัยแห่งเทียนวันเข้าพรรษา ดร.อำนาจ บัวศิริ ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติให้ความรู้ว่า เทียนเข้าพรรษาเรื่องนี้นั้นมีประวัติมายาวนานนับแต่ครั้งสมัยพุทธกาล มีความเชื่อศรัทธากันถึงการ ให้แสงสว่างถวายบูชาพระประทีปทำให้เกิดสติปัญญา จิตใจผ่องใส ผิวพรรณงดงาม ช่วงเข้าพรรษาจึงเกิดประเพณี การถวายเทียนพรรษา

“ช่วงพรรษาสามเดือนมีข้อกำหนดว่าพระภิกษุสงฆ์ต้องทบทวน ร่ำเรียนหลักธรรม ปฏิบัติธรรม ซึ่งในครั้ง อดีตที่ยังไม่มีไฟฟ้า มีแต่ความมืดจึงมีผู้คิดว่าควรต้องมีแสงสว่างก็เลยมีการสร้างเทียนขึ้นมาถวายเพื่อเป็นพุทธบูชา

การสร้างเทียนประดิษฐ์เทียนเพื่อใช้ส่องแสงสว่างมีมายาวนาน อย่าง พราหมณ์จะใช้ไขจากวัว ส่วนชาวพุทธจะใช้ขี้ผึ้งโดยการเอารังผึ้งร้างที่ไม่มีน้ำหวานมาต้มเอาขี้ผึ้งแล้วฟั่นเป็นเทียนเล่มเล็ก ๆ นำมาจุดส่องแสงสว่าง นับแต่นั้นจึงมีการนำเทียนมาถวายก็เลยเกิดเป็นประเพณีถวายเทียนพรรษาในช่วงเข้าพรรษา”

สมัยก่อนการหล่อเทียนเป็นไปด้วยความเรียบง่ายใช้กระบอกไม้ไผ่เป็นเบ้าหล่อเทียน ใส่ไส้สำหรับการจุด ต่อมาเมื่อมีวิวัฒนาการดีขึ้นก็มีการนำโลหะมาจัดทำเป็นเบ้า มีการตกแต่งแท่งเทียนสวยงาม แต่โดยหลักแท้จริงของเทียนพรรษาทำขึ้นมาเพื่อให้ความสว่างแก่พระสงฆ์ในการปฏิบัติธรรมศึกษาเล่าเรียนในช่วงเข้าพรรษา

การถวายเทียนแม้จะเป็นการให้แสงสว่างทางตา แต่นัยเดียวกันพระก็ได้ใช้แสงสว่างจากเทียนเพื่อการเรียนพระธรรมเป็นแสงสว่างทางปัญญา ซึ่งก็มีพุทธสุภาษิตที่กล่าวว่าแสงสว่างใดเสมอด้วยปัญญาไม่มีก็เลยใช้เทียนเป็นสัญลักษณ์ความสว่างไสวทางปัญญาซึ่งก็เป็นคติของชาวพุทธก็เลยมีความนิยมถวายเทียนพรรษาสืบเนื่องมา

“ในสมัยสุโขทัย อยุธยา ก็มีการถวายเทียนอีกทั้งยังมีการบันทึกอย่างชัดเจนในสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงหล่อเทียนประมาณ 200 เล่มเพื่อถวายวัดต่าง ๆ อย่างทั่วถึงซึ่งจากการบันทึกก็ทำให้ เห็นความชัดเจนของประวัติศาสตร์ที่มีการสืบทอดปฏิบัติกันต่อเนื่องมา

ส่วนการถวายเทียนจะเป็นขนาดใดแท่งเล็กหรือแท่งใหญ่นั้น ก็แล้วแต่ไม่ได้มีข้อกำหนดใด ๆ แต่อย่างไรแล้วควรอยู่ในความพอดี ความเหมาะสมทั้งในรูปแบบ ลวดลาย ควรต้องทราบความหมาย การนำเทียนมาใช้โดยเทียนนั้นเป็นเครื่องหมายการจุดบูชาพระธรรมคำสอน ให้แสงสว่างการนำเทียนมาถวายจะเป็นขนาดรูปแบบใดจึงควรพิจารณา ให้มีความเหมาะสม”

จากประเพณีก็ทำให้ เกิดความต่อเนื่องในการถวายเทียนในช่วงเข้าพรรษา ส่วนปัจจุบันเมื่อมีไฟฟ้าแล้วเทียนก็ยังคงมีความหมายความจำเป็นอย่างเช่น วัดที่ยังไม่มีไฟฟ้าก็จะได้ใช้ความสว่างไสวจากแสงเทียนในการศึกษาพระธรรม ปฏิบัติธรรม

อีกทั้งแสงสว่างจากเทียนยังช่วยให้ปลอดภัยจากอันตรายของแมลงและสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งนอกจากการถวายเทียนพรรษาในช่วงเข้าพรรษาก็มีการถวายหลอดไฟ ซึ่งนัย ก็เป็นเช่นเดียวกัน

“การถวายเทียนสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง แต่ที่เกิดขึ้นช่วงเข้าพรรษาถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เห็นได้ชัดเจนเนื่องด้วยพระสงฆ์ต้องอยู่จำพรรษาได้ใช้เทียนอย่างเต็มที่ แต่ช่วงเวลานอกพรรษาก็สามารถ ทำได้ อย่างเช่น ถ้าหลอดไฟในวัดชำรุดเสีย ก็สามารถ ซื้อมาเปลี่ยนซ่อมแซมได้ ขณะที่เทียนก็ยังคงต้องใช้สำหรับการทำวัตรเช้าทำวัตรเย็นจุดในโบสถ์”

ในโอกาสอันดีนี้จึงอยาก ให้เห็นถึงสาระสำคัญของวันเข้าพรรษาซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการตั้งมั่นประพฤติปฏิบัติความดีน้อมนำหลักธรรมคำสอนมาปฏิบัติ

“พระพุทธองค์ ทรง เรียนรู้หลักธรรมจากธรรมชาติ ตามธรรมชาติก็มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไปเปรียบเหมือนชีวิตทั้งพืชทั้งสัตว์ก็มีเกิดมีอายุที่เพิ่มสูงขึ้น มีเจ็บเหี่ยวเฉาตายจากไปเป็นอนิจจังสัจธรรม ของโลก การจะเข้าใจถึงวิถีที่เป็นอยู่ได้ก็ด้วยการปฏิบัติซึ่งการเรียนเพียงแค่หลักธรรมจะไม่ได้ผลเต็มสมบูรณ์ อย่างในเรื่องความมีเมตตาทั้งต่อตนเองและเพื่อนมนุษย์ การจะเกิดความเมตตาได้ก็ต้องรู้จักการให้ รู้การแบ่งปันเอื้อเฟื้อและเมื่อรู้จักเป็นผู้ให้แล้วก็จะมีความเมตตา ปรารถนาดีต่อผู้อื่น เมื่อฝึกปฏิบัติต่อเนื่องไปใจของเรา ก็จะไม่หวงแหน จิตใจก็จะผ่องแผ้ว”

การปฏิบัติธรรมเจริญศีลภาวนาจึงนำมาซึ่งความสุขสงบ ยุติความวุ่นวายต่าง ๆ ที่คิดคำนึงให้ลดน้อยลง เมื่อสมาธิเกิดสมองก็จะปลอดโปร่ง ไม่คิดเรื่องหนึ่งเรื่องใด เมื่อจะพิจารณาถึงความจริง ความผิด ถูกต้องหรือจะคิดทำสิ่งใดปัญญาก็จะคมชัด ต้องฝึกหัดเรียนรู้ซึ่งหลักของพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้เป็นจริงก็ ต่อเมื่อเราลงมือฝึกปฏิบัติ

การน้อมนำธรรมมาปฏิบัติในช่วงวันเข้าพรรษาจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะซึ่งขณะที่พระเป็นต้นแบบการปฏิบัติศีลปฏิบัติธรรม เรียนธรรมอย่างเคร่งครัดในช่วงเข้าพรรษา

ขณะเดียวกัน พุทธศาส นิกชนก็จะได้ใช้ช่วงเวลานี้ ในการทำบุญ รักษาศีลด้วยเพราะพระภิกษุไม่ได้เดินทางไปที่ใดก็มีโอกาสได้ทำบุญต่อเนื่องเป็นการสร้างอานิสงส์ผลบุญที่ก่อขึ้นด้วยจิตบริสุทธิ์ บางคนอาจปวารณารักษา ศีลห้าอย่างเคร่งครัด รักษา ศีลแปดงดละเว้นการดื่มสุรา ตลอดช่วงเข้าพรรษาหรืออาจต่อเนื่องปฏิบัติดีสืบเนื่องไปโดยนำช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการเริ่มต้น

ผู้อำนวยการฯ ยังกล่าวทิ้งท้ายอีกว่า วันเข้าพรรษาจึงมีนัยทำให้หันมาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นอีกโอกาสดีในการน้อมนำหลักธรรมคำสอนปฏิบัติบูชา ทำบุญสุนทาน ก่อเกิดเป็นเสบียงบุญนำมาซึ่งความสุข สงบเป็นบุญกุศลแก่ตนเองและคนรอบข้าง.

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

หลักคำสอน 'บัวสี่เหล่า'

ชี้ทางสว่างสร้างคนสร้างปัญญา

"วันอาสาฬหบูชา” ถือเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นก่อนวันเข้าพรรษา 1 วัน ตรงกับวันเพ็ญเดือน 8ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 หนหลัง

ในวันอาสาฬหบูชามีเหตุการณ์สำคัญทางพุทธศาสนาเกิดขึ้น 3 ประการด้วย กัน ประการแรก เป็นวันแรก ที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา โดยแสดงพระปฐมเทศนาหรือแสดงหลักธรรมครั้งแรก ชื่อว่า ธัมมจัก กัปปวัตนสูตร

ประการต่อมา เป็นวันที่บังเกิดพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา คือ พระอัญญาโกณฑัญญะได้บรรลุธรรมและขออุปสมบทเมื่อฟังพระปฐมเทศนาจบ และประการสุดท้าย เป็นวันแรกที่บังเกิดพระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และพระสังฆรัตนะ ขึ้นในโลกอย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ในวันสำคัญทางพุทธศาสนา “อาสาฬห บูชา” ยังมีเรื่องราวหลักธรรมคำสอนที่ให้ข้อคิดคติสอนใจแก่ชาวพุทธได้อย่างลึกซึ้งในทุก ยุคทุกสมัยนั่นคือ เรื่องของ “บัวสี่เหล่า” อันเป็นเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าทรงเปรียบบุคคลเสมือนบัวจำพวกต่าง ๆ เป็นข้อความที่ปรากฏในคัมภีร์อรรถกถาและพระไตรปิฎก โดย พระครรชิต คุณวโร ผู้ช่วย เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน ได้บรรยายถึงที่มาให้ฟังว่า จากคัมภีร์อรรถกถา สุมังคลวิลาสินี อรรถกถาทีฆนิกาย มหาวรรค กล่าวไว้ว่า นับแต่วันที่สมเด็จพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6 พระองค์ประทับเสวยวิมุตติสุข ณใต้ต้นไม้ 7 ชนิด ชนิดละ 7 วัน รวมเป็นเวลา 49 วัน

“ตอนนั้นพระองค์ทรงปรารภขึ้นว่าธรรมที่ได้ตรัสรู้ ได้รู้แจ้งนั้น เป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง และประณีต เป็นธรรมเพื่อที่จะละซึ่งโทสะ โมหะ แต่ปัจเจกชนทั้งหลายยังเต็มไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ จึงไม่สามารถเข้าใจได้ง่าย อันสรรพสัตว์ทั้งหลายเมื่อราคะย่ำแล้ว เมื่อความมืดหุ้มห่อแล้ว จะไม่เห็นธรรม จะมีผู้ใดเข้าถึงได้ เห็นรายละเอียดลึกซึ้งนั้น เห็นได้ยาก”

ขณะที่ทรงพิจารณาอยู่นั้น ท้าวสหัมบดีพรหมได้มาอาราธนาขอให้พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนมนุษย์ หากไม่ทรงสั่งสอนสรรพสัตว์ทั้งหลายก็อาจจะเสียโอกาสในส่วนนี้ เพราะสรรพสัตว์ที่จะตรัสรู้ตามได้นั้นยังมีอยู่ เมื่อท้าวสหัมบดีพรหมกราบทูลแล้ว พระองค์ทรงนิ่งและพิจารณา

“จากนั้นก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา ซึ่งเป็นความรู้อย่างหนึ่งที่ว่า ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายที่มีธุลี คือ กิเลสในจักษุน้อยก็มี ที่มีธุลี คือ กิเลสในจักษุมากก็มี ที่มีอินทรีย์แก่กล้าก็มี ที่มีอินทรีย์อ่อนก็มี ผู้มีปัญญาดีก็มี ที่มีปัญญาทรามก็มี ที่จะสอนให้รู้ได้ง่ายก็มีที่จะสอนให้รู้ได้ยากก็มี เมื่อเป็นเช่นนี้ ในเมื่อยังมีผู้ที่สามารถตรัสรู้ คิดตามได้ อย่างนี้ ท่านจึงกล่าวว่า ถ้าใครมีความศรัทธาก็จงน้อมใจเลื่อมใสศรัทธาเทอญ เราจะแสดงธรรมให้ฟัง”

พระพุทธองค์ทรงมองว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ก็ เปรียบได้เหมือนกับบัว ที่มีทั้ง บัวหลวง บัวขาว บัวขาบ บัวผัน บัวเผื่อน โดยบัวเหล่านั้นแบ่งได้เป็นสามเหล่า ตามพระไตรปิฎก แต่แบ่งเป็นสี่เหล่า ตามอรรถกถา

ตามนัยพระไตรปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ พระพุทธองค์เปรียบบุคคลเหมือนดอกบัว 3 เหล่า กล่าวคือ คนที่มีปัญญาดี มีศรัทธาในคุณงามความดีได้ง่าย มีปัญญารู้แจ้งได้ง่ายมีอยู่ เพียงแค่พูดให้ความรู้ ไม่ต้องอธิบาย ขยายความ ก็สามารถรู้เรื่อง เข้าใจได้ บุคคลเหล่านี้เปรียบเหมือนบัวที่พ้นน้ำ

ส่วนอีกพวกหนึ่ง เป็นบุคคลที่มีสติปัญญาปานกลาง มีกิเลสเบาบาง มีความเพียรที่จะเรียนรู้ เมื่อได้ฟังด้วยการอธิบาย ค่อย ๆ บอก ค่อย ๆ อธิบาย ขยายความ ก็สามารถ รู้และเข้าใจได้ เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำ

และสุดท้าย คือ บัวใต้น้ำ เป็นกลุ่มคนที่มีสติปัญญาน้อย แม้จะบอก แม้จะสอน อาจจะยังไม่เข้าใจ ยังไม่รู้เรื่อง ต้องค่อย ๆ บอกไปทีละน้อย ๆ แต่ถ้าหากเขาขวนขวายในการศึกษาหาความรู้อย่างไม่ย่อท้อ ไม่ช้าไม่นานหลังจากนั้น เขาก็อาจจะสามารถบรรลุธรรมได้

ส่วนความหมายของ บัวสี่เหล่าตามนัยอรรถกถากลุ่มแรก คือ บัวที่อยู่พ้นน้ำ เรียกคนกลุ่มนี้ว่า อุคฆฏิตัญญู เป็นบุคคลที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจได้ในเวลาอันรวดเร็ว ต่อมา บัวที่อยู่ปริ่มน้ำ บุคคลที่มีสติปัญญาปานกลาง เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและหากได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติมก็จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เรียกคนกลุ่มนี้ว่า วิปัจจิตัญญู

กลุ่มที่ 3 เป็น บัวที่อยู่ใต้น้ำ แต่อยู่เหนือโคลนตม เรียกคนกลุ่มนี้ว่า เนยย เป็น บุคคลที่มีสติปัญญาน้อย เมื่อได้ฟังธรรมแล้วยังไม่สามารถบรรลุได้ แต่หากฝึกฝน ประพฤติปฏิบัติให้มากขึ้นเรื่อย ๆ อยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่ง
สุดท้าย บัวที่อยู่ใต้โคลนตม เป็นบุคคลที่ฟังธรรมแล้ว ก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธา ไร้ซึ่งความเพียร โดยปกติแล้วเราจะได้ยิน ได้ฟัง บุคคลที่เปรียบเหมือนบัวใต้โคลนตมที่เป็น อาหารของเต่า ปลา คือ บุคคลที่สอนไม่ได้แล้ว ตรงนี้ไม่ใช่ตามหลักทางพุทธศาสนา เพราะถึงแม้เขาจะฟังธรรมแล้วไม่สามารถบรรลุธรรมได้ในชาตินี้ แต่จากการที่ได้ฟังธรรมไป สิ่งเหล่านี้จะเป็นอุปนิสัย เป็นประโยชน์ให้กับเขาต่อไปในชาติหน้าหรือในชาติถัด ๆ ไป เรียกคนกลุ่มนี้ว่า ปทปรมะ
การนำอุปมาเรื่องบัวมาใช้ในชีวิตประจำวันนั้น พระครรชิต กล่าวว่า เพื่อให้พึงทราบไว้ว่า จริง ๆ แล้วทุก คนสามารถฝึกและสอนได้แต่การสอนหรือการฝึกนั้น จะต้องดูให้เหมาะกับตัวบุคคลเพราะคนมีหลายประเภท บางคนมีปัญญาดี บอกครั้งเดียวรู้และเข้าใจได้เลย บางคนแค่บอกยังไม่เข้าใจ ต้องค่อย ๆ อธิบายถึงจะรู้และเข้าใจ ส่วนบางคนต้องค่อย ๆ บอก อธิบายแจกแจงรายละเอียดเป็นข้อ ๆ ว่าต้องทำอย่างนี้ อย่างนั้น เขาถึงจะทำได้

แต่บางคนแค่นั้นยังไม่พอ ต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไช ต้องคอยบอกทุกขั้นตอน ต้องคอยดุคอยว่าอยู่ตลอดถึงจะรู้เรื่อง ในขณะที่บางคนไม่ใช่แค่คอย จ้ำจี้จ้ำไช แม้จะสอนทุกเรื่อง เตือนทุกครั้งยังไม่พอ ยังต้องคอยบังคับ คอยจี้อยู่ตลอดให้ทำเองอย่างไรก็ทำไม่ได้ ฝึกอย่างไรก็ทำไม่ได้ พวกนี้มีอยู่

“ฉะนั้นจึงต้องเลือกปฏิบัติกับบุคคลให้ถูกต้องจะมานั่งบ่นว่าทำไมคนนี้ถึงเป็นอย่างนี้ไม่ได้ เพราะโดยนิสัยตามธรรมชาติของแต่ละคนแตกต่างกัน โดยคำนึงว่า ต้องเปิดโอกาสให้กับคนที่อยากรู้ ต้องไม่ย่อท้อในการสั่งสอน และต้องสั่งสอนให้เหมาะกับสภาพของบุคคล ให้เหมาะกับสติปัญญาของเขาในขณะนั้น ๆ ด้วย ไม่ใช่เขามาถึงก็ให้ฟังธรรมในเรื่องลึกซึ้งเลย เขามาใหม่ก็ไม่รู้เรื่อง ไม่ทราบรายละเอียดมาก่อนก็ฟังไม่รู้เรื่อง แล้วจะบอกว่าเขาโง่ไม่ได้ ต้อง บอกว่าเรายังไม่พร้อมที่จะสอนเขา หรือเขายังไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ นั่นถึงจะถูกต้อง”

เมื่อเป็นเช่นนี้ การบอกกล่าวหรือสอนในเรื่องใดก็ ตามจึงต้องมีลำดับขั้นตอน ประการแรก ดูก่อนว่าผู้ที่เราจะพูดหรือสอนนั้น ภูมิปัญญาเขามีแค่ไหน เราควรจะเริ่มสอนหรือพูดจากตรงไหนก่อน บางคนเห็นแล้วว่าคนนี้มีปัญญามาก ตรงนี้เราไม่ต้องไปสอนอะไรมากมาย ให้หัวข้อไปศึกษาด้วยตนเองก็สามารถรู้และเข้าใจได้ แต่จะทำอย่างนี้กับทุกคนไม่ได้ เพราะบางคนให้แต่หัวข้อแล้วไปศึกษาเอง ก็ไปเที่ยว ไปเล่นแทน ตรงนี้ทำให้เห็นถึงความแตกต่างของบุคคล จะได้วางท่าทีและการปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง เราก็จะสามารถฝึกเขาให้ตั้งมั่นอยู่ในคุณงามความดี หรือให้เรียนรู้งานหรือทำงานให้ประสบความสำเร็จได้นั่นเอง.

เทคโนโลยีใหม่แก้ปัญหาสายตา 'เลสิกไร้ใบมีด'ปลอดภัยไม่เจ็บตัว

ปัญหาสายตาสั้น ยาว และเอียงเป็นปัญหาที่ใครหลายคนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะสร้างความรำคาญใจและเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตประจำวัน หลายคนจึงจำเป็นต้องเลือกวิธีในการบรรเทาปัญหาเหล่านี้ด้วยการเลือก ใส่แว่นตา เพราะปลอดภัยสูง แม้จะดูแก่ก่อนวัยก็ตาม แต่บางคนก็เลือกที่ความสวยงามจึงใช้คอนแทคเลนส์ ซึ่งต้องคอยดูแลมากเป็นพิเศษใน การถอดเปลี่ยนทำความสะอาดบ่อย ๆ ทำให้มีปัญหาเรื่องความสกปรก และอาจมีผลร้ายแก่ดวงตาได้

การแก้ไขสายตาด้วยวิธี เลสิก จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ล่าสุด ศูนย์การรักษา สายตา เลเซอร์วิชั่น ได้นำเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า “เฟมโต เซคเคินด์ เลสิก” (Femto-second LASIK) ที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา เข้ามารักษาผู้ป่วยเป็นสถานที่แรกในเมืองไทย โดย รศ.นพ.อนันต์ วงศ์ทองศรี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำเลสิก ให้ความรู้ ว่า ปกติแล้วการแก้ไขปัญหา สายตามีวิวัฒนาการเริ่มจากการแก้ไขสายตาด้วยวิธีใช้ เลเซอร์ยิงไปที่กระจกตา มีข้อเสียตรงที่แผลหายช้า เจ็บทรมานหลายวัน พักฟื้นนาน ต่อมาจึงพัฒนามาเป็นเลสิก แตกต่างกันตรงที่เลสิกมีการแยกชั้นกระจกตา ทำให้แผลหายเร็ว ไม่เจ็บ พักฟื้นเร็ว แทบจะกลับมามองเห็นได้ในวันรุ่งขึ้น

โดยการรักษาด้วยเลสิก เริ่มแรกจะสามารถรักษาได้เฉพาะสายตาสั้น ต่อมาพัฒนาไปอีกทำให้แก้ไขได้ทั้งสายตาสั้นและเอียง และพัฒนาต่อไปจนสามารถรักษาได้ทั้งสายตาสั้น เอียง และยาว ส่วนเครื่องมือก็พัฒนาจากการที่แก้สายตาได้ธรรมดาก็ทำได้สูงขึ้น ลดปัญหาแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น การเกิดแสงกระจาย คุณภาพ ในการมองเห็น การมองเห็นในที่มืด ในที่สภาพแสงแตกต่างกัน ซึ่งมีการปรับปรุงให้ผลของการรักษาดีขึ้น

จนกระทั่งปัจจุบันพัฒนาเครื่องมือแยกชั้นกระจกตา จากเป็นใบมีดเป็นเลเซอร์ชนิดพิเศษที่มีความละเอียดมาก เรียกว่า “เฟมโตเซคเคินด์ เลสิก” ที่มีการพูดถึงมาเกือบ 10 ปีแล้ว ในการประชุมจักษุแพทย์นานาชาติแต่ยังไม่มี การใช้กันอย่างแพร่หลาย จนกระทั่งเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา มีเรื่องของการใช้เครื่องมือ ที่เริ่มได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้เป็นที่นิยมมากขึ้น โดยผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านสายตาในต่างประเทศแถบยุโรปกว่าครึ่งใช้วิธีรักษาแบบ นี้แล้ว

อย่างไรก็ตามการรักษาแบบ “เฟมโตเซคเคินด์ เลสิก” มีหลายระดับและหลายชนิด แต่ในประเทศไทยเรา ใช้ตัวนี้เพราะว่า ใช้พลังงานต่ำและทำให้กระทบกระเทือนต่อกระจกตาน้อย มีมาตรการยิง ที่เร็ว 10-100 เท่า ได้ความ ละเอียดเยอะขึ้น ทำให้การแยกชั้นกระจกตาออกมาสมบูรณ์ ได้ง่าย และผลที่ตามมาคือทำให้แผลหายเร็วกว่าปกติ การมองเห็นกลับมาเร็วขึ้น มีระยะพักฟื้นสั้นลงเพียง 1-2 วัน ส่งผลให้คุณภาพของการมองเห็นดีขึ้น ตามไปด้วย

การแก้ไขปัญหาสายตาไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำเลสิกได้ แต่ส่วนใหญ่ประมาณ 90 เปอร์ เซ็นต์สามารถทำได้ และที่เหลือสาเหตุที่ทำไม่ได้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกมีโรค เช่น เป็นต้อหิน ตาแห้งรุนแรงเรื้อรัง จอประสาทตาผิดปกติ ต้อกระจก กระจกตาผิดปกติ ทำไปแล้วไม่ดี คือ ไม่ได้ทำให้การมองเห็นดีขึ้นหรือทำให้โรคที่เป็นอยู่แย่ลง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งไม่มีโรคอะไร แต่ระดับสายตาไม่เหมาะที่ จะทำ เช่น สายตาสั้น 2,000-3,000 หรือสายตาเอียง 1,000 หากทำไปแล้วไม่ปลอดภัย เพราะหลักการทำเลสิกคือ ใช้วิธีฝนหรือขัดเกลาให้กระจกตามีความโค้งอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสภาพตาของ คน ๆ นั้น ถ้าสั้น ยาว หรือเอียงมากเราต้องเปลี่ยนมากหรือมีการขัดเกลากระจกตามากจะทำให้บางเกินไปหรือผิดรูปเกินไป ส่งผลให้ไม่ปลอดภัยและตามมาด้วยปัญหาต่าง ๆ มากมาย เช่น ความผิดรูปของกระจกตาที่เยอะเกินไปหรือถ้าทำในกรณีที่ไม่ควรทำอาจทำให้ตาบอดได้

สำหรับผลข้างเคียงทั่ว ๆ ไป รศ.นพ.อนันต์ บอกว่า อันดับแรกคือ ตาแห้ง แต่มักรักษาได้ด้วยการหยดน้ำตาเทียมแต่จะเป็นแค่ช่วงเดือนแรก ๆ และจะค่อย ๆ หายไป และต่อมาคือการมองไม่ชัดในเวลากลางคืนหรือมีแสงกระจายเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่พบมากสมัยแรก ๆ แต่ต่อมาได้มีการแก้ไขปรับปรุงพัฒนามาเรื่อย ๆ เปลี่ยนเป็น ระบบการรักษาที่ใช้เทคโน โลยีที่สูงขึ้น การปรับความโค้ง ของกระจกตาให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด หรือปัจจุบันการแยกกระจกตาด้วยแสงเลเซอร์ทำให้แม่นยำมากขึ้น สามารถกำหนดพื้นที่ในการยิงเลเซอร์ได้เต็มที่มากขึ้น จะลดปัญหาแสงกระจายได้

ทั้งนี้การรักษาด้วยวิธีเลสิก เป็นวิธีการรักษาแบบหนึ่งที่เทียบเคียงกับแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ เพียงแต่เป็นการ ทำให้เป็นดวงตาของเราเอง ถ้าไม่ดูแลให้ดีก็มีโอกาสกลับมาสั้นอีกได้เช่นกัน เหมือนการที่เราใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์เวลาที่ไปตัดแว่นหรือคอนแทค เลนส์จะมีการสั้นเพิ่มขึ้นทำให้ต้องไปตัดใหม่ วิธีเลสิกจึงมีโอกาสที่จะเป็นได้อีก โดยสาเหตุ ขึ้นอยู่กับอายุด้วย

ดังนั้นเราจึงเลือกทำในผู้ป่วยที่อายุอย่างน้อย 18 ปี ขึ้นไปที่พบว่าสายตาคงที่แล้ว เช่น ใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์ เบอร์เดิมมานานแล้วและไม่ต้องเปลี่ยนก็ยังเห็นชัดอยู่ ซึ่งไม่นิยมทำในเด็กอายุน้อยกว่า 6-8 ขวบ เพราะสายตาจะสั้นขึ้นทุกปี หากทำแล้วจะต้องมาทำซ้ำใหม่อีก และหลังรักษาแล้วผู้ป่วยควรใช้สายตาอย่างทะนุถนอม เช่น ไม่ควรใช้คอมพิวเตอร์นานเกินไป อ่านหนังสือในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอและพักสายตาบ่อย ๆ จะช่วยได้ ซึ่งการทำเลสิก เฉพาะสายตาสั้นหรือเอียงเป็นการรักษาที่ถาวรสามารถอยู่ได้นาน 12-13 ปี ยกเว้นสายตายาวจะเป็นไปตามอายุที่ไม่เคยนิ่ง แต่เราสามารถรักษาซ้ำหรือแก้ไขได้

การทำเลสิกแบบ “เฟมโตเซคเคินด์ เลสิก” จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหาสายตาอีกทางเลือกหนึ่ง ที่หากใครสนใจสามารถ ปรึกษาแพทย์ได้ โดยการเตรียมตัวในการรักษาสายตาไม่ยุ่งยาก สำหรับคนที่ใส่คอนแทคเลนส์อาจจะมีคำแนะนำเพิ่มเติม คือ ต้องถอดคอนแทคเลนส์ประมาณ 7-14 วัน ก่อนที่จะตรวจเพราะเลนส์จะทำให้กระจกตาผิดรูปผิดร่างไปในระดับหนึ่งผลการตรวจอาจไม่แม่นยำ และเมื่อเราตรวจและได้ข้อมูลที่ดีพอ สุดท้ายการตัดสินใจจะทำหรือไม่ทำไม่ได้ขึ้นอยู่กับหมอหรือใคร แต่อยู่ที่เราเองที่จะตัดสินใจเลือกวิธีที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง.

เคล็ดลับสุขภาพดี : ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงกับการออกกำลังกายที่เหมาะสม

การออกกำลังกายเปรียบเสมือนยาวิเศษที่หาซื้อไม่ได้ ซึ่งมีหลายคนไม่ชอบออกกำลังกายและมักจะมีข้ออ้างต่าง ๆ นานา เช่น ไม่มีเวลาบ้าง ไม่มีสถานที่บ้าง มีปัญหาสุขภาพบ้าง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการออกกำลังกาย แต่เราเองก็ต้องไม่ลืมว่า การออกกำลังกายนั้นมีผลดีต่อสุขภาพมากกว่าผลเสีย

“ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงหากออกกำลังกายจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก โดยจะสามารถควบคุมโรคได้ จากผลการศึกษาพบว่า การออกกำลังกายควบคู่กับการทานยาอย่างต่อเนื่องประมาณ 3-5 เดือน จะช่วยลดความดันได้ 5-10 มิลลิเมตรปรอท”

พญ.สุภัค กาญจนาภรณ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ อธิบายถึงประโยชน์ของการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ส่วนมาก ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมักเข้าใจผิดคิดว่าตนเองไม่สามารถออกกำลังกายได้ เนื่องจากจะทำให้ความดันสูงขึ้นอีก แต่ความจริงแล้วการออกกำลังกายความดันจะเพิ่มขึ้นอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ แต่หากนั่งพักความดันก็จะลดลง โดยเราสามารถออกกำลังกายแบบเบา ๆ ได้ เช่น การเต้นแอโรบิก การเดิน การว่ายน้ำ รำมวยจีน โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาทีต่อวัน หากใครเพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกายควรเริ่มที่ 10-15 นาทีก่อนจากนั้นจึงค่อยเพิ่มจำนวนขึ้น แต่อย่าให้มีอาการเหนื่อยมากจนพูดไม่ออก

การออกกำลังกายที่หนักเกินไปและไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่ การออกกำลังกายที่ต้อง ใช้แรงต้านมาก ๆ หรือ แรงบีบเค้น เช่น การยกน้ำหนัก การวิ่งเร็ว ๆ การปะทะหรือการต่อสู้ และหากผู้ป่วยที่มีความดันตัวบนมากกว่า 200 และตัวล่าง 100 ควรงดออกกำลังกายและปรึกษาแพทย์เพื่อรับประทานยา ปรับความดันให้ลดลงเสียก่อน เมื่ออยู่ในเกณฑ์ที่สามารถออกกำลังกายได้ จึงค่อยเริ่มออกกำลังกายแบบเบา ๆ ไม่ใช่ห้ามออกกำลังกายแบบถาวรที่เราเข้าใจผิดกัน

คุณหมอสุภัค แนะนำผู้ป่วยที่ต้องการจะออกกำลังกายด้วยว่า เริ่มแรกควรปรึกษาแพทย์เพื่อเช็กระดับความดันก่อนและหลังออกกำลังกาย เนื่องจากความดันจะไม่เท่ากัน โดยเฉพาะเวลาช่วงเช้าและเย็น เพราะบางคนช่วงเช้าจะความดันต่ำและช่วงเย็นสูง ก็ควรออก กำลังกายในช่วงเช้า ซึ่งแต่ละคนจะสูงต่ำแตกต่างกันออกไป และควรออกกำลังกายหลังอาหารไม่ต่ำกว่า 1-2 ชั่วโมง

นอกจากการออกกำลังกายที่ดีและเหมาะสมจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว ผู้ป่วยควรหมั่นหากิจกรรมทางกายทำเพิ่มเติม เช่น ล้างรถ ทำสวน เดินใกล้ ๆ แทนการขับรถ และควรดูแลเรื่องอาหารการกินด้วย เช่น ไม่ควรทานเค็มมากเกินไปเพราะจะทำให้ความดันสูงขึ้นอีก เป็นต้น.

สรรหามาบอก

- คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมฟังการบรรยายความรู้สู่ประชาชนเรื่อง “เวียนศีรษะโลก (โรค) หมุน” ใน วันพุธที่ 28 กรกฎาคม 2553 ตั้งแต่เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้องประชุมอรรถสิทธิ์ฯ อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ ชั้น 5 สอบถามข้อมูลหรือสมัครเข้ารับฟังการบรรยายได้ที่ โทร. 0-2201-1091-3 หรือ 0-2201-2355 (ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น)

- โรงพยาบาลลานนา ขอเชิญร่วมงานวิชาการสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เรื่อง “ท่วงท่าสำคัญลดอาการปวดหลังในหญิงมีครรภ์” โดยหัวหน้าแผนกกายภาพบำบัด ทำหน้าที่เป็นวิทยากร ใน วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม 2553 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ลานจัดกิจกรรม แผนก OPD อาคาร A โรงพยาบาลลานนา สำรองที่นั่งฟรีได้ที่ โทร. 0-5399-9755-7

- มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมฟังสัมมนาเรื่อง “มะเร็งปอด ภัยร้ายใกล้ตัว” โดย นพ.ฉันชาย สิทธิพันธ์, พญ.สุดสวาท เลาหวินิจ, ผศ.นพ.วิเชียร ศรีมุนินทร์นิมิต และ นพ.ธัช อธิวิทวัส ใน วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม 2553 เวลา 09.30-12.00 น. ณ ห้อง Lotus ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้สนใจเข้าร่วมงานสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ โทร. 0-2439-4600 ต่อ 8204 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ไหว้ 'พระธาตุอีสาน' 4 เมือง

รุ่งเรืองตลอดชีวิต

สัปดาห์หน้าที่จะถึงนี้ มีวันพระใหญ่ที่สำคัญต่อเนื่องกันสองวันซ้อน ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อนผู้มีจิตเลื่อมใสและ ศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า จะตั้งอกตั้งใจเตรียมสำรับกับข้าวคาวหวาน พร้อมเครื่องอัฐบริขาร ดอกไม้ธูปเทียน นำไปสักการบูชาและถวายแด่พระสงฆ์องค์เจ้า ด้วยนัยว่าจะเกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง

แต่ในกาลต่อมาเมื่อสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมเริ่มเปลี่ยนแปลง ผู้คนก็มีแต่จะห่างเหินเหมือนเส้นทางสายหนึ่งที่ถูกปูสู่ทางธรรม ขณะที่เส้นทางอีกสายหนึ่งกลับปูสู่ทางโลกแบบคู่ขนานกันไป

ทว่าวันต่อมา...เมื่อสถาบันการเมืองที่มีผลต่อการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์ มีแต่ร้อนผ่าวและตกต่ำ ด้วยพฤติกรรมอันแสนโฉดของคนประกอบอาชีพนี้ วิถีชีวิตของผู้คนที่เคยปกติสุข กลับถูกสังคมการเมืองเบียดเบียนรังแก

นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้จิตใจผู้คนมีแต่จะร้อนรุ่ม อ่อนไหวและอ่อนแอตามกระแสของการเมืองที่ไม่เป็นแก่นสาร กลับต้องการการปลีกวิเวกเข้าหาความสงบทางจิตใจกันในแหล่งปลูกฝัง “ธรรมะ” ซึ่งมี “ธรรมวินัย” คุ้มครองไว้อย่างเหนียวแน่นในปัจจุบัน

สังเกตได้จากวัดวาอารามหลายแห่ง ในหลาย ๆ ภูมิภาคจะเห็นหมู่คนจำนวนไม่น้อยมุ่งหน้าเข้าไปประกอบกิจ ถือศีลสมาธิหรือสนทนาธรรมกันไม่ขาดสายในวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์

ที่บ่งบอกได้ชัดเจนกว่าสิ่งอื่น ก็คือการเลือกเดินทางไปตามเส้นทางท่องเที่ยวเชิงศาสนา ซึ่งมีการบุกเบิกกันมานาน แต่เพิ่งจะมาประสบผลสำเร็จกันในวันนี้

ล่าสุด...ในช่วงที่ตลาดท่องเที่ยวต่างประเทศของไทย มีอาการสั่นไหวจากแรง กระเพื่อมเพราะการเมืองที่ร้อนระอุ สุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งมองแล้วว่า เม็ดเงินรายได้ทางการท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติ ซึ่งควรจะได้เป็นกอบเป็นกำนับแต่ช่วงกลางปีไปจนถึงปลายปี กลับต้องหดหายไปนั้น มัน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดึงเอาตลาดท่องเที่ยวในประเทศนี่แหละ มาเป็นรายได้ทดแทน

นั่นก็คือการส่งเสริมให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวกัน ในประเทศมากขึ้น สนับสนุนให้มีการนำเอาเงินเท่าที่พอมีกันอยู่ ออกมาใช้จ่ายด้วยการเดินทางท่องเที่ยว เพื่อก่อให้เกิดกระแสหมุนเวียนเป็นวงกว้าง ลดปัญหาการว่างงานของคนที่อาจจะถูกปลดออกเพราะธุรกิจล่มสลาย แนวคิดของผู้ว่าการ ททท.บังเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมทันที ที่ได้สั่งการให้สำนักสาขาทุกแห่งที่มีอยู่ภายในประเทศ เร่งเฟ้นหากิจกรรมต่าง ๆ ขึ้นมารองรับในการชักจูงคนไปเที่ยว

พร้อมกันนั้นก็นำเอาภาพของการเดินทางท่องเที่ยวของผู้คนภายในประเทศ ไปเผยแพร่เพื่อยืนยันในตลาด ต่างประเทศด้วยว่า เมืองไทยที่ใคร ๆ ก็รักสงบสุข ทุกคนสามารถเดินทางเข้าไป “กอดเมืองไทยให้หายเหนื่อย” ได้

และเมื่อไม่นานวันมานี้ ททท.สำนักงานขอนแก่น ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวโครงการท่องเที่ยวเชิงศาสนาขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง ชื่อว่า “ไหว้พระธาตุอีสาน 4 เมือง รุ่งเรืองตลอดชีวิต” ซึ่งเป็นการเชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวที่เกี่ยวโยงถึงกันแบบ “ร้อยแก่นสารสินธุ์” คือ ร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม และกาฬสินธุ์

ที่เก๋ยิ่งกว่านั้นตรงที่ โครงการดังกล่าว นอกจากจะมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว ยังหวังที่จะร้อยเอาหัวจิตหัวใจของคนทั้งสี่พื้นที่มาสมานและปรองดองให้เป็นหนึ่งเดียว โดยใช้กิจกรรมด้านท่องเที่ยวเชิงศาสนาเป็นเครื่องปฏิสัมพันธ์แทนการปฏิรูปวิถีผู้คน ตามนโยบายรัฐบาลที่กำลังเร่ง ดำเนินการกันอยู่เวลานี้

จุดบันดาลใจที่ก่อให้เกิดความคิดนี้ขึ้นมา ก็เพราะพื้นที่ทั้งสี่จังหวัดต่างได้ชื่ออยู่แล้วว่าเป็นแหล่งเรียนรู้อู่อารยธรรมอีสาน มีประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์มนุษย์กับอารยธรรมมา ยาวนาน ทั้งในยุคทวารวดีและขอม มีเมืองโบราณที่ถูกกล่าวขานถึงมากมาย อาทิ นครจำปาศรี ที่มหาสารคาม เมืองฟ้าแดดสูงยาง ที่กาฬสินธุ์

ส่วนพระธาตุอีสานทั้ง สี่เมืองที่ถูกนำมาชวนกัน กราบไหว้บูชาเพื่อความรุ่งเรืองของชีวิต เขาเน้นกันที่ “พระมหาธาตุแก่นนคร (เจดีย์ 9 ชั้น)” ซึ่งตั้งอยู่ภายในพระอารามหลวงวัดหนองแวงริมบึงแก่นนคร สร้างขึ้นใน โอกาสพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ครบ 50 ปี และมหามังคลานุสรณ์ 200 ปี เมืองขอนแก่น เป็นศิลปะแบบทวารวดีผสมอินโดจีน สูง 80 เมตร แบ่งซอยออกเป็น9 ชั้น ภายในบรรจุพระคัมภีร์สำคัญทางพุทธศาสนา

ถัดต่อมาเป็น “พระธาตุขามแก่น” โบราณสถานคู่บ้านคู่เมืองขอนแก่น ตั้งอยู่ที่วัดเจดีย์ภูมิ อ.น้ำพอง เป็นพระธาตุที่มีเจดีย์ยอดฉัตรทองคำสูง 19 เมตร และเชื่อกันว่าเป็นศาสนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของภาคอีสาน ด้วยเกิดปรากฏปาฏิหาริย์ ที่ต้นมะขามซึ่งถูกพระธาตุสร้างครอบอยู่ เคยยืนต้นตายและเหลืออยู่เพียงแก่น แต่ก็กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ !

มีเรื่องเล่ากันว่าจุดที่มะขามยืนต้นอยู่นั้น เคยถูกใช้เป็นจุดพักของพระอังคารธาตุพระพุทธเจ้า ซึ่งถูกอัญเชิญ มาจากเมืองโมรีย์ ในกัมพูชา โดยตั้งใจจะนำไปประดิษฐาน ณ พระธาตุพนม แต่เมื่อพระธาตุพนมถูกสร้างเสร็จเสียก่อน ครั้นจะอัญเชิญกลับก็ดูกระไรอยู่ และเมื่อเกิดพบว่าต้นมะขาม ที่ใช้เป็นจุดพักครานั้นกลับผลิดอกออกใบขึ้นมาได้ จึงต่างพร้อมใจกันสร้างเป็นองค์เจดีย์ครอบต้นมะขามนั้นไว้ พร้อมบรรจุพระอังคารธาตุเอาไว้ ภายใน และได้ให้นามพระธาตุ ดังกล่าวไว้ด้วยว่า พระธาตุ ขามแก่น มาถึงทุกวันนี้

ส่วนที่ จ.มหาสารคาม ได้เลือกเอา พระธาตุนาดูน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเมืองโบราณ นครจำปาศรี และเคยมีการขุดพบสถูปพระบรมสารีริกธาตุใน ตลับทองคำ เงินกับสำริด รวมถึงพระพุทธรูป จนทำให้นักโบราณคดีพอจะสันนิษฐานได้ว่าสิ่งของที่ขุดพบนั้น น่าที่จะอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13- 15 กระทั่งต่อมาได้มีการสร้างองค์พระธาตุขึ้นยังจุดที่มีการขุดพบเป็นพระธาตุที่มีความสูง50 เมตร จำลองศิลปะทวารวดี แล้วเสร็จเมื่อปี 2530 ยังได้ ชื่อด้วยว่านี่คือ ศาสนสถานที่เป็นเฉกเช่น “พุทธมณฑลแห่งอีสาน” อีกด้วย

ที่ จ.ร้อยเอ็ด อาจจะมีความแตกต่างจากแหล่งอื่น ๆ คือเป็น พระมหาเจดีย์ชัยมงคล สร้างขึ้นบนเนินเขาภูเขียวแห่งวัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม อ.หนองพอก แห่งบ้านโคกกลาง ต.ผาน้ำย้อยมีเอกลักษณ์ความเป็นเมือง ร้อยเอ็ดอย่างครบถ้วน คือ สร้างขึ้นบนพื้นที่ร้อยเอ็ดไร่ เจดีย์ที่สูง 6 ชั้น กับความกว้างและความยาวเท่ากันหมดตรงร้อยเอ็ดเมตรพอดี

องค์เจดีย์เป็นสถาปัตย กรรมร่วมสมัยผสมผสานระหว่างพระปฐมเจดีย์ กับ พระธาตุพนม สร้างขึ้นโดยหลวงปู่ศรี มหาวีโร ลูกศิษย์ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เกจิชื่อดังของภาคอีสาน

สุดท้ายคือ “พระธาตุยาคู” แห่งเมืองฟ้าแดดสูงยาง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ซึ่ง คนอีสานเชื่อว่าน่าจะเป็นพระธาตุที่บรรจุอัฐิพระเถระผู้ใหญ่ ด้วยคำว่า “ญาคู” ในภาษาอีสานนั้นหมายถึง พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ในวัด กลับเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อที่ว่าเมื่อครั้งเมืองเชียงโสมยกทัพมาตีฟ้าแดดสูงยางจนชนะ แต่พระธาตุแห่งนี้กลับไม่ถูกทำลายแม้แต่น้อยนิด

และยังเชื่อด้วยว่าพระธาตุองค์นี้ น่าจะสร้างขึ้น 3 สมัยด้วยกัน ตรงฐานสี่เหลี่ยมย่อมุม คงอยู่ในยุคสมัยทวารวดี ส่วนฐานแปดเหลี่ยมสร้างในสมัยอยุธยา สำหรับองค์ระฆังกับยอดสร้างต่อเติมในสมัย รัตนโกสินทร์

ความโดดเด่นและแตกต่างของสิ่งปลูกสร้างบนซากอิฐซากปูนที่เป็นทั้งของเก่า ซึ่งสะท้อนเรื่องราวแต่หนหลังบางอย่างเอาไว้กับของใหม่ที่เพิ่งจะถูกยกรูปขึ้นมา ทว่ามัน ก็สื่อความหมายเดียวกัน ตรง ที่เป็นจุดศูนย์กลางแห่งการ ช่วยหล่อหลอมจิตใจมนุษย์ ให้ผ่องแผ้วบริสุทธิ์ รู้ดีรู้ชั่ว มองเห็นบาป บุญ คุณ โทษ

ในยุคที่คนชั่วเต็มบ้าน อันธพาล (การเมือง) เต็มเมือง ดูจะไม่มีอะไรดีเท่ากับการเข้าวัดใฝ่หาธรรมคุณ เป็นเครื่อง ค้ำจุนชีวิตกันในยุคนี้ !.

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ซัมซุงเผยโฉมโปรเจคเตอร์จิ๋ว

เป็นครั้งแรกในโลกซัมซุงเผยโฉมเทคโนโลยี คัลเลอร์ แอลอีดี โปรเจคเตอร์ และโปรเจคเตอร์จิ๋ว พกติดตัวไปใช้งานได้ตลอดเวลา

นายบุญเลิศ วิบูลย์เกียรติ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมโปรเจคเตอร์ทั่วโลกเติบโตประมาณ 40% และมีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต สอดคล้องกับอุตสาหกรรมไอทีในประเทศไทยก็มีอัตราการเติบโตสูงเช่นกัน

ดังนั้นแนวทางการดำเนินธุรกิจโปร เจคเตอร์ ซัมซุงได้เน้นขยายตลาดไปยังกลุ่มร้านค้าย่อย (Corporate Retail) มีผลิตภัณฑ์โปรเจคเตอร์แบ่งตามลักษณะการใช้งาน เช่น ดาต้า โปรเจคเตอร์ เอฟซีรีส์ เครื่องแรกของโลกที่สามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 50,000 ชั่วโมงด้วยหลอดไฟแบบประหยัดไฟพิเศษ ส่วนเอฟซีรีส์ เน้นภาพคมชัดสมบูรณ์เป็นธรรมชาติ มีฟังก์ชันให้เชื่อมต่อยูเอสบีโดยไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์

นอกจากนี้ยังมีพิโคโปรเจคเตอร์เอชซีรีส์ ขนาดเล็กน้ำหนักเบาเพียง 130 กรัม จึงสามารถพกไปฉายในห้องต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา และใช้งานมัลติมีเดียได้อเนก ประสงค์ เพียงแค่เชื่อมต่อยูเอสบี ทั้งดูหนัง ฟังเพลง และเล่นเกม

'U.S.Pacific Command'

ปีกพญาอินทรีเหนือน่านฟ้าแปซิฟิก

ภารกิจด้านความมั่นคง ถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักในการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของแต่ละดินแดนนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยภารกิจสำคัญนี้ถูกมอบให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานทหารหรือกองทัพของแต่ละประเทศในการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายและเพื่อให้เกิดสวัสดิภาพและความผาสุกกับผู้คนในดินแดนนั้น ๆ

อย่างไรก็ตามในโลกปัจจุบันงานด้านความมั่นคง ได้มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นตามยุคสมัยและพัฒนาการของสังคมมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง กิจการด้านความมั่นคงในทุกวันนี้ไม่ได้จำกัดขอบเขตเพียงการปกป้องอธิปไตยหรือรักษาอาณาเขตของแต่ละประเทศ ด้วยการยกกำลังเข้าห้ำหั่นสู้รบกันให้แพ้ราบคาบไปข้างหนึ่งเท่านั้น

เมื่อวันเวลาผ่านไปงานด้านความมั่นคงได้แผ่ขยาย ไปในเกือบทุกกิจกรรมของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมหรืออื่น ๆ การต่อสู้โดยใช้กำลังอาวุธและแสนยานุภาพทางทหารที่จะทำให้เกิดความเสียหายต่อมวลมนุษยชาติ จึงแปรมาเป็นความร่วมมือระหว่างกันในแต่ละภูมิภาคของโลกแทนการยกกำลังเข้าต่อสู้กันเหมือนเช่นในอดีต

เมื่อไม่นานมานี้สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้นำคณะ ผู้สื่อข่าวจากประเทศไทย ไปเยี่ยมชมกิจการของ “สายการบังคับบัญชาในภูมิภาคแปซิฟิกของสหรัฐอเมริกา” หรือ “U.S. Pacific Com- mand (USPACOM)” ซึ่งตั้งอยู่ที่แคมป์ เอช.เอ็มฯ สมิทธ (Camp H.M.Smith) มลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา สายการบังคับบัญชาในภูมิภาคแปซิฟิกของสหรัฐ นี้เป็นหนึ่งในหกสายการบังคับบัญชาหลักตามพื้นที่รับผิดชอบ ของสหรัฐ ที่กระจายอยู่ใน ทุกภูมิภาคทั่วโลก ถือเป็นสายการบังคับบัญชาที่เก่าแก่ และใหญ่โตที่สุดของสหรัฐ ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2490 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2ยุติลงราวสองปี ปัจจุบันมีพล.ร.อ.โรเบิร์ต เอฟ วิลลาร์ด เป็นผู้บัญชาการ ขึ้นตรงต่อ ประธานาธิบดีสหรัฐ ผ่าน คณะเลขาธิการด้านความมั่นคงของสหรัฐ

สายการบังคับบัญชาในภูมิภาคแปซิฟิกของสหรัฐ ประกอบด้วย กองเรือสหรัฐในภูมิภาคแปซิฟิก (U.S. Pacific Fleet) กองทัพอากาศสหรัฐในภูมิภาคแปซิฟิก (U.S. Pacific Air forces) กองทัพบกสหรัฐ ในภูมิภาคแปซิฟิก (U.S. Army Pacific) และกองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐในภูมิภาคแปซิฟิก (Marine Forces Pacific) ทั้งนี้มีทหารและพลเรือนสหรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ในสายการบังคับบัญชานี้ กว่า 3 แสนคน หรือเทียบเท่าหนึ่งในห้าของกำลังทางทหารของสหรัฐมีแสนยานุภาพทางอาวุธยุทโธปกรณ์ที่กองทัพชาติอื่นจะต้องตาลุกวาว เป็นต้นว่า ในส่วนของกองเรือฯ มีเรือบรรทุกเครื่องบินห้ากลุ่ม มีเรือรบประมาณ 180 ลำ เครื่องบิน 1,500 ลำ ในส่วนของกองทัพอากาศฯ มีเครื่องบินสมรรถนะเยี่ยมประจำการ 300 ลำ และอีก 100 ลำอยู่ที่เกาะกวมของสหรัฐ เป็นต้น

การที่สหรัฐ ให้ความสำคัญกับภูมิภาคแปซิฟิกนั้นเป็นเพราะภูมิภาคนี้ กินพื้นที่ถึงครึ่งหนึ่งของโลกสีน้ำเงินที่เราอาศัยอยู่นี้ เริ่มตั้งแต่พื้นน้ำชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐ จรดชายแดนอินเดีย และจากเขตแอนตาร์กติกาจนถึงขั้วโลกเหนือ ถือเป็นเขตที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง และมีประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจำนวน 36 ประเทศ ประกอบด้วยประชากรกว่า 50% ของโลกที่ใช้ภาษาแตกต่างกันถึง 3,000 ภาษา กลุ่มเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดจากสองในสามของโลกก็อยู่ในภูมิภาคนี้ พื้นที่ รับผิดชอบของสายการบังคับบัญชาในภูมิภาคแปซิฟิก ของสหรัฐ จึงครอบคลุมประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตลอดไปจนถึงรัฐที่เล็กที่สุดในโลกและประเทศที่เล็กที่ สุดในเอเชีย พร้อมดูแลผล ประโยชน์ทางด้านการค้าของสหรัฐ 35% ในภูมิภาคนี้ ซึ่งถือเป็นภูมิภาคหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก รวมถึง จับตาความเคลื่อนไหว กองทัพขนาดใหญ่ของโลก ทั้ง 5 ประเทศ คือ จีน อินเดีย รัสเซีย เกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้

นอกเหนือจากนั้นความกังวลของกองทัพสหรัฐในภูมิภาคแปซิฟิกที่สำคัญยิ่งคือความเคลื่อนไหวในคาบสมุทรเกาหลี ของประเทศเกาหลีเหนือเกี่ยวกับการสะสม อาวุธนิวเคลียร์ และการเติบโตของจีนยักษ์ใหญ่คู่แข่งตัวฉกาจของสหรัฐ ซึ่งทางสหรัฐ เพ่งความสนใจอย่างไม่อาจละสายตาได้

ทั้งนี้พันธกิจหลักของสายการบังคับบัญชาในภูมิภาคแปซิฟิกของสหรัฐ นั้นคือการทำหน้าที่ป้องกันและปกป้องอธิปไตยของสหรัฐ ตลอดจนประชาชน และผลประโยชน์ของชาติร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐบาลสหรัฐ โดยหวังที่จะเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง พัฒนาการ ส่งเสริมสันติภาพ การต่อต้านความรุนแรง ภัยจากอาวุธนิว เคลียร์ และการก่อการร้ายสากล ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย. 2544 (ปี ค.ศ. 2001) โดยอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาค โดยเฉพาะในเรื่องความพร้อมทางการทหาร ซึ่งไทยถือเป็นพันธมิตรหลักที่สำคัญในภูมิภาค

สายสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพสหรัฐนั้น มีมาอย่างยาวนาน โดยผ่านสายการบังคับบัญชาในภูมิภาคแปซิฟิกของสหรัฐ ในรูปแบบของการฝึกซ้อมรบและกิจกรรมด้านอื่น ๆ ร่วมกับกองกำลังของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค การฝึกซ้อมรบที่สำคัญและเป็นที่รู้จักเป็น อย่างดี ยกตัวอย่างเช่น การฝึกคอบร้า โกลด์ (COBRA GOLD) เป็นการฝึกร่วม หรือผสมทางการทหารระดับพหุภาคีที่จัดขึ้นเป็นประจำ ทุกปีในประเทศไทย เริ่มครั้งแรกจากการฝึกทวิภาคีระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐ เมื่อปี พ.ศ. 2525 ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นแบบพหุภาคีโดยมีประเทศอื่น ๆ เข้าร่วมฝึกซ้อมและสังเกตการณ์ ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น และการฝึก RIM OF THE PACIFIC (RIMPAC) ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นไปในช่วงปลายเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยใช้สถานที่หมู่เกาะฮาวาย การฝึก RIMPAC นั้น เป็นการฝึกซ้อมขนาดใหญ่เกี่ยวกับการยิง การป้องกันทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประเทศเข้าร่วม จำนวน 14 ประเทศ ประกอบด้วย ออสเตรเลีย แคนาดา โคลอมเบีย ฝรั่งเศส อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย เนเธอร์แลนด์ เปรู สาธารณ รัฐเกาหลี สิงคโปร์ ไทย และสหรัฐ โดยการฝึก RIMPAC นี้เริ่มขึ้นครั้งแรกในปี 2514 เป็นต้นมา

นอกจากการฝึกซ้อมรบพร้อมเพื่อความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาคแล้ว สายการบังคับบัญชาในภูมิภาคแปซิฟิกของสหรัฐ ยังมีภารกิจในเรื่องการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมในภูมิภาค โดยเฉพาะเหตุการณ์สำคัญในช่วงที่ผ่านมา คือ เหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2547 ที่ทำให้ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านได้รับความเสียหายอย่างมหาศาล หรือเหตุการณ์พายุไซ โคลนนาร์กีสพัดถล่มประเทศพม่า เมื่อปี 2551 ซึ่งประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความช่วยเหลือ จากองค์กรเอกชน รวมทั้งกองทัพสหรัฐ ไปยังประเทศพม่า เนื่องด้วยเหตุผลทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลพม่ากับสหรัฐ ที่ ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ไทยจึงมีบทบาทสำคัญในการเป็น ฐานนำความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปถึงประชาชนชาวพม่า

จะเห็นได้ว่าความร่วมมือระหว่างไทยและประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผ่านการดำเนินการของสายการบังคับบัญชาในภูมิภาคแปซิฟิกของสหรัฐ ดำเนินไปด้วยรูปแบบและกิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งเป็นการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางด้าน ต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ให้ยั่งยืนต่อไป

สุดท้ายสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่กองทัพไทยต้องเรียนรู้จากกองทัพของสหรัฐ นั่น คือ การแยกบทบาทของกองทัพออกจากการเมืองอย่างชัดเจน โดยต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่อย่างไม่แทรกแซงกันและกัน เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของไทยในช่วงผ่านมาและเป็นอยู่ในปัจจุบัน นายทหารระดับสูงในกองทัพสหรัฐที่ปฏิบัติงานอยู่ในสายการบังคับบัญชาในภูมิภาคแปซิฟิกของสหรัฐ ซึ่งมี ความคุ้นเคยกับประเทศไทยเป็นอย่างดี ได้ฝากความปรารถนาดีมายังประเทศไทย และขอเอาใจช่วยให้เมืองไทยผ่านพ้นวิกฤติช่วงนี้ให้ได้ในเร็ววัน.

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

'พจนานุกรมเสียง' ฉบับแรกในไทย

เติมฝันเชื่อมความรู้ผู้ขาดโอกาส

ด้วยเพราะการอ่านมีคุณประโยชน์มากมายซึ่งไม่เพียงเพิ่มพูนความรู้ หากแต่ยังเติมต่อทักษะประสบการณ์เป็นเหมือนการเปิดประตูสู่โลกกว้าง

นอกเหนือจากหนังสือสื่อสิ่งพิมพ์ที่คุ้นชิน การค้นคว้าข้อมูลการอ่านหนังสือปัจจุบันก้าวไกลเพิ่มช่องทางการเรียนรู้ พจนานุกรมเสียง สื่อทรงคุณค่าอีกชิ้นที่ไม่เพียงเฉพาะเพื่อผู้พิการทางสายตาแต่หนังสือดังกล่าวยังเอื้อประโยชน์ต่อผู้ใช้หลากหลายกลุ่มไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ต่างชาติที่เรียนภาษาไทย ผู้ สูงอายุ ฯลฯ ซึ่งจะเข้าถึงข้อมูลได้รับความรู้เท่าเทียมกัน

หนังสือเสียงระบบอิเล็กทรอนิกส์พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 เพื่อคนตาบอด โครงการดังกล่าว ราชบัณฑิตย สถาน มูลนิธิคนตาบอดไทยและชมรมอาสาสมัครเพื่อคนตาบอดได้ผลิต เป็น หนังสือเสียงในระบบเดซี ที่สามารถเชื่อมต่อเสียง อักษรและภาพให้แสดงได้พร้อมกัน รวมทั้งมีระบบการค้นหาทำให้ผู้ ใช้สามารถค้นหาคำ บท หน้าและย่อหน้าที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องฟังตั้งแต่ต้นหรือใช้วิธีกรอเหมือนระบบหนังสือเสียงแบบอนาล็อกหรือระบบเทปและวิดีโอ

ในความต่อเนื่องของโครงการฯ ซึ่งหลายภาคส่วนร่วมกันสร้างหนังสือพจนา นุกรมเสียง รวมทั้งเรดบูลสปิริต ซึ่งร่วมสนับสนุนการจัดทำพจนานุกรมเสียง ส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้พิการทางสายตาให้พัฒนาศักยภาพ ของตนเองรวมทั้งการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเพิ่มขึ้นและจากกิจกรรมมองเห็นความงดงามในกันและกัน “พี่อาสาพาน้องเต้นเล่นกีฬา” สร้างความเข้าใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกัน สุทธิรัตน์ อยู่วิทยา ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัทเครื่องดื่มกระทิงแดง จำกัด บอกเล่าว่า จากจุดมุ่งหมายเชื่อมโยงความเป็นจิตอาสาและเชื่อว่าในความต่างกันไม่ใช่เส้นกั้นซึ่งในกิจกรรมของอาสาสมัครอันเป็นการเล่นกีฬาร่วมกันระหว่างคน ตาบอดและคนตาดีก็เพื่อสร้าง ความเข้าใจเรียนรู้กันและกัน

“โครงการพจนานุกรมเสียงที่ร่วมกับหลายฝ่ายนี้จะก่อเกิดประโยชน์อย่างมาก ไม่เพียงเฉพาะผู้พิการทางสายตา แต่จะเป็นเหมือนสะพานเชื่อมโอกาสให้กับผู้ ที่ขาดโอกาสได้ร่วมเรียนรู้โดยสามารถอ่านและร่วมรับรู้ทางเสียงร่วมกันได้”

ขณะที่การดำเนินการพจนานุกรมเสียงมีความเคลื่อนไหว มณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยและเลขาธิการมูลนิธิคนตาบอดไทย เล่าย้อนการจัดทำพจนานุกรมเสียงว่า ปัญหาพื้นฐานของคนตาบอดคือการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ในอดีตก็ได้มีการแก้ปัญหาหลายลักษณะกระทั่งมีการ คิดอักษรเบรลล์ขึ้น

แต่พอถึงยุคที่มีการบันทึกเสียงก็มีสื่อทางเลือกเพิ่มขึ้น ยุคดิจิทัลก็ทำให้ นึกว่าน่าจะช่วยให้มีการบันทึกเสียงได้มีความคงทนถาวรและก็ไม่จบอยู่แค่เสียง แต่ยังมีการคิดไกลออกไปอีกถึงการอ่านหนังสือบันทึกเสียงให้กับคนตาบอดและน่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่น ๆ จึงมีผู้คิดนำเสียง และตัวอักษรมารวมอยู่ด้วยกัน มีทั้งเสียง ภาพ ตัวอักษรซึ่งต่อมาก็มีมาตรฐานหนังสือเสียงระบบเดซี

“การเอาชนะความไม่รู้หนังสือไม่ได้เกิดประโยชน์เฉพาะคนตาบอด แต่ยังเป็น ประโยชน์กับคนที่ขาดโอกาสอีกมากมาย จากที่ผ่านมาที่มีการผลิตหนังสือตามมาตร ฐานเดซีซึ่งมีการผลิตได้ 3 พันกว่าเรื่อง ส่วนหนังสือพจนานุกรมเสียงตามมาตร ฐานเดซีก็เป็นการทำงานร่วมกัน โดยเรามีความตั้งใจว่า จะใช้พจนานุกรมดังกล่าวเผยแพร่ไปยังคนที่มีข้อจำกัดในการอ่านทั้งปวงไม่เพียงเฉพาะคนตาบอด”

สำหรับการผลิตหนังสือมาตรฐานเดซีนั้นไม่จำเป็น ต้องใช้คนมาก แต่ในการจัดทำหนังสือพจนานุกรมเสียงมีความซับซ้อน อีกทั้งต้องมีความถูกต้องในการอ่านออกเสียงสระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ ฯลฯ คนที่ได้แต่ฟังเสียงไม่เห็นตัวหนังสือก็มีความเข้าใจ ขณะที่คนที่เห็นแต่ตัวหนังสือก็เข้าถึงได้ หรือทั้งคนที่มองเห็นตัวหนังสือและได้ยินก็สามารถใช้หนังสือเล่มนี้ได้ เมื่อหนังสือเล่มนี้เสร็จสมบูรณ์ก็จะมีหนังสืออีก เล่มที่ทุกคนอ่านร่วมกันได้

อีกทั้งระบบดังกล่าวยังช่วยให้หนังสือมีชีวิตสามารถเลือกอ่านเลือกสืบค้นสิ่งที่ ต้องการหาได้ ต่างจากหนังสือที่เป็นเทป เพราะเมื่อเปิดฟังในช่วงตอนไหนก็จะเป็นอย่างนั้น ถ้าจะกลับไปอ่านหน้าอื่นก็จะต้องกรอเทปกลับไป แต่ในระบบนี้จะมีความโดดเด่นสามารถเลือกหาคำ เปิดข้ามหน้า อย่างเช่น อ่านหน้าแรกข้ามไปยังหน้าสุดท้ายก็สามารถทำได้ เป็นต้น

“เทคโนโลยีนี้เป็น เทคโนโลยีเปิดทุกคนสามารถจะเข้าถึงได้ อีกทั้งในการอ่านจะมีทั้งภาพ ตัวอักษร มีไฮไลต์มีข้อดีช่วยให้คน สายตาเลือนราง ผู้สูงอายุได้เห็นชัดเจนขึ้นเรียกว่าได้เห็นและได้ยิน ซึ่งพจนานุ กรมเสียงเมื่อสมบูรณ์แล้ว ก็จะมีเนื้อหาส่วนต่าง ๆ เหมือนกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ช่วยให้ผู้ใช้มีความสะดวกสามารถพกพาไปในที่ต่าง ๆ ได้ ทุกคนสามารถอ่านได้”

ส่วนการทำงานหากเป็นผู้พิการทางสายตาสามารถ จะเปิดโปรแกรมไปที่พจนานุกรม อย่างถ้าจะหาคำว่าเรียบร้อย ก็พิมพ์คำนั้นลงไปก็จะปรากฏคำ ความหมาย ปรากฏเสียงอ่านที่ ถูกต้อง ฯลฯ เหมือนกับการเปิดพจนานุกรมปกติทั่วไป ในหลักการค้นเหมือนกันเพียงแต่เปลี่ยนเป็นการเปิดด้วยคอมพิวเตอร์และด้วยที่เป็นดิจิทัลสามารถ พกพาเปลี่ยนจากแผ่นซีดี เป็นการ์ดเป็นยูเอสบีไดร์ฟ ฯลฯ ซึ่งก็ทำให้พกพาค้นคว้า ได้สะดวกขึ้น

ขณะที่หนังสือพจนานุกรมเสียงอยู่ในขั้นตอนการ จัดทำ ปาล์มมี่ รองประธานชมรมเยาวชนตาบอดไทย หนึ่งในผู้ร่วมกิจกรรมที่ผ่านมา ถ่ายทอดประสบการณ์การใช้หนังสือเสียงว่า หนังสือเสียงช่วยให้รู้เรื่องราวต่าง ๆ ได้ดีขึ้น การค้นคว้าข้อมูลต่าง ๆสำหรับพวกเรานอกจากจะมีหนังสือสำหรับผู้พิการที่ช่วยให้เราค้นข้อมูลได้ด้วยตัวเองแล้ว หลายต่อหลายครั้งที่ต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อน จากอาจารย์ให้ช่วยเหลือก็ จะไม่สะดวกคล่องตัว การมีพจนานุกรมเสียงเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ดีอย่างมากและถ้ากระจายไปได้ทุกที่ในสถานศึกษาก็จะสร้างประโยชน์ได้มาก อย่างตนเองเรียนวิชาเอก ภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก็จะได้รับประโยชน์อย่างมากจะได้ค้นคว้าคำที่ไม่ทราบความหมายได้ด้วยตนเอง

“พจนานุกรมเป็นเหมือนคลังความรู้ หากมีพจนานุกรมเสียงก็จะช่วยให้ค้นคว้าสิ่งที่เราต้องการทราบได้สะดวกขึ้น เรียนรู้ช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น”

พจนานุกรมเสียงที่กำลังจะเกิดขึ้น นอกจากประโยชน์จากการศึกษาค้นคว้าที่เข้าถึงได้ทุกกลุ่ม เสียงที่ปรากฏยังช่วยเพิ่มพูน ความรู้ความเข้าใจในการใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง อีกด้วย.

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

หมึกพอล ควายเผือก และอีเอ สปอร์ตส

ฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ปิดฉากไปพร้อมการแจ้งเกิดของพอล เจ้าหมึกแปดหนวดเชื้อชาติอังกฤษที่ย้ายไปอยู่ในเยอรมนี เชื่อว่า ผู้อ่านจำนวนไม่น้อยคงได้ทราบข่าวความสามารถของพอลไปแล้ว จากทางสื่อต่าง ๆ

ผลงานอันโดดเด่นไม่มีใครเกินของพอลที่สร้างความฉงนงงงวยให้กับผู้คนทั่วโลก คือ เจ้าหมึกตัวนี้ สามารถเลือกกินหอยจากกล่องที่ติดธงชาติของทีมคู่แข่งขันได้ตรงกับทีมผู้ชนะทุกครั้ง จากทั้งหมด 8 ครั้ง เป็นการทำนายผลการแข่งขันของทีมชาติเยอรมนี 7 ครั้ง และทายผลแมตช์ชิงชนะเลิศระหว่างสเปนกับฮอลแลนด์อีกหนึ่งครั้ง ถ้าจะเทียบเป็นตัวเลขออกมา โอกาสที่จะเป็นไปได้ของเหตุการณ์นี้ คือ 1 ใน 256 แต่ถ้าจะเทียบผลงานโดยรวมทั้งหมดของพอล ซึ่งเคยมีการนำเจ้าหมึกยักษ์ตัวน้อยนี้มาทำนายผลการแข่งขันในฟุตบอลยูโร 2008 มาแล้ว ซึ่งผลการทำนายในครั้งนั้น พอลเลือกกินหอยจากกล่องที่ตรงกับ ทีมผู้ชนะ 4 จาก 6 ครั้ง เมื่อเรารวมความสามารถของพอลจากการแข่งขันทั้งสองทัวร์นาเมนต์แล้วจะพบว่า พอลทายถูกไปทั้งสิ้น 12 จาก 14 ครั้ง

ดังนั้นบทสรุปของโอกาสที่จะทำได้เท่าๆ กับหรือดีกว่าพอล จะมีค่าโดยประมาณเท่ากับ 1 ใน 155 ครับ (ถ้า น้อง ๆ ชั้นมัธยมศึกษาหรือปริญญาตรีที่เรียนเรื่องคล้าย ๆ แบบนี้อยู่ สงสัยว่าคำนวณอย่างไร ส่งอีเมลมาถามได้ครับ)

และเมื่อก่อนฟุตบอลโลกครั้งนี้จะเริ่มขึ้น ผมได้เขียนถึงการทำนายผลจากการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ในเกมชื่อดังอย่าง 2010 ฟีฟ่าเวิลด์คัพ ที่ทดลองป้อนข้อมูลผู้เล่นจากทีมต่าง ๆ ทั้ง 32 ทีม และได้ผลการทำนายออกมาว่า สเปนจะคว้าแชมป์โลก โดยปราบบราซิลในรอบชิงชนะเลิศลงได้ 3 ประตูต่อ 1 (รายละเอียดสามารถติดตามหาอ่านเพิ่มเติมได้จาก http://fifa-world-cup.easports.com)

จริง ๆ แล้วอีเอ สปอร์ตส ได้จำลองการแข่งขันทั้งทัวร์นาเมนต์ออกมา ซึ่งในบรรดาแมตช์การแข่งขันทั้งหมด 64 แมตช์ มีแมตช์ที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด 54 แมตช์ ในบรรดา 54 แมตช์นี้ เจ้าเกมชื่อดัง ทำนายถูกทั้งหมด 25 ครั้ง โดยคิดผลการทำนายละเอียดกว่าหมึกพอลเล็กน้อย คือ ทำนายเป็นผลชนะ เสมอ หรือแพ้ ซึ่งถ้าเทียบโดยคิดแบบเดียวกับเจ้าพอลแล้ว โอกาสที่จะทำนายได้แบบนี้หรือดีกว่านี้จะมีค่าโดยประมาณจะเท่ากับ 1 ใน 30 เท่านั้น เรียกว่า แพ้เจ้าหมึกพอลถึงห้าเท่ากว่า ๆ ทีเดียว

และเพื่อให้การเปรียบเทียบครั้งนี้สนุกสนานมากยิ่งขึ้น ผมจึงได้เลือกตัวแทนเทพเจ้าการพยากรณ์จากประเทศไทยเข้าร่วมประกวดความสามารถในการทำนายทายทัก โดยเลือกตัวแทนสมมุติจากเมืองไทย เป็นควายเผือกหกขาสามเขา (ผมสมมุติขึ้นมาเฉย ๆ ครับ เอาเป็นว่า ควายเผือกของผมในที่นี้เป็นตัวแทนของอะไรก็แล้วแต่ ที่สามารถใบ้หวยได้ก็แล้วกัน)

ควายเผือกของผมในกรณีนี้ ถูกสมมุติให้มีความสามารถเพียงจิ๊บจ๊อยเท่านั้น โดยสามารถใบ้หวยเลขท้ายสองตัวถูกติดกันสองงวด ซึ่งยังแพ้สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ในเมืองไทยอีกจำนวนมากที่สามารถใบ้หวยตรงเป๊ะด้วยจำนวนงวดติดกันมากกว่านี้ (ขอเขียนคำเตือนไว้ตรงนี้ครับ ว่า “โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านและคิดตาม”)

ตัวเลขโอกาสของควายเผือกของผมที่จะใบ้หวยเลขท้ายสองตัวถูกติดกันสองงวดเมื่อออกรางวัลเลขท้ายสองตัวสองครั้งต่อหนึ่งงวด จะเท่ากับ 1 ใน 2500 ซึ่งเก่งกว่าพอลหลายเท่าตัวทีเดียวครับ

ผมเชื่อว่า เมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้ ทุกท่านคงเห็นถึงความโชคดีของหมึกพอลที่มีโอกาส 1 ใน 155 เท่านั้นที่จะทำได้แบบนี้ และความโชคดีของควายเผือกที่มีโอกาสแค่ 1 ใน 2500 ที่จะทำได้แบบเดิมอีกครั้ง

แต่หากมองในมุมกลับกัน ทุกท่านก็คงเห็นอีกเช่นกันว่า หากหวังจะเสี่ยงโชคจากการพนันฟุตบอลหรือเสี่ยงโชคจากหวย “พวกเราคงไม่โชคดีเท่าพอลและควายเผือก...จริงไหมครับ”.

จะมี 4G ในเมืองไทยไหม

ขอตอบคำถาม 4 จี อีกสักครั้ง โดยมีคำถามว่า “ได้ทราบว่าเมืองไทยจะมี 3.9 จี เร็ว ๆ นี้ 3.9 เป็น 3 จี หรือ 4 จี กันแน่ และเมื่อไหร่จะมี 4 จี ในประเทศไทย”

คำถามนี้น่าจะเป็นตัวแทนอีกหลายคนที่อยากจะทราบความเจริญก้าวหน้าในด้านโทรคมนาคมในประเทศไทย ซึ่งเราก็ขาด ทิศทางที่ชัดเจนมาถึง 7-8 ปีแล้ว ซึ่งก็จะไม่พูดถึงปัญหา อุปสรรค เพราะไม่มีประโยชน์ แต่ท่านผู้อ่านหลายท่านที่ติดตามนโยบายเรื่อง 3 จี หรือ 4 จีนั้น พอจะพูดได้ว่ารัฐบาลเริ่มเอาจริงแน่ เพราะประเทศไทยเริ่มล้าหลังประเทศลาวและเขมรไปแล้ว เพราะเพื่อนบ้านมี 3 จี กันแล้ว ท่านผู้อ่านก็ควรจะต้องพิจารณาและติดตามข่าวกันต่อไป

ส่วนคำว่า 3.9 จี นั้น ต้องขอเรียนว่าประเทศไทยเรียกกันไปเอง ไม่ทราบว่าริเริ่มมาอย่างไร แต่มาตรฐานของโลกนั้นจะถูกกำหนดมาจากสถาบัน IEEE หรือไอทริป เปิ้ลอี ซึ่งเป็นสถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์แห่งสหรัฐอเมริกา มักจะเป็นผู้กำหนดมาตรฐานทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งโทรคมนาคมของสหรัฐอเมริกาและได้รับการยอมรับเป็นมาตรฐานโลกมาเกือบร้อยปี หรือไม่ก็จะกำหนดมาจากกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่งร่วมกันสร้างแต่ก็จะยึด IEEE เป็นเกณฑ์

คำว่า 3 จีกว่า ๆ ที่มีใช้กันในโลกที่เรียกกันนั้นก็คือ 3.5 จี เท่านั้น โดยใช้เทคโนโลยี เอชเอสพีเอพลัส (HSPA+) โดยมีความเร็วสูงสุดในการดาวน์ลิงก์ที่ 1.75 เมกะบิต/วินาที และอัพลิงก์ 0.725 เมกะบิต/วินาที คือยังไม่ถึง 4 เมกะบิต/วินาทีของ 4 จี

ส่วน 2 จี กว่า ๆ ก็มีเช่นกันคือ 2.5 จี ซึ่งความเร็วในการถ่ายข้อมูลอยู่ที่ 28 กิโลบิต/วินาที ซึ่งเป็นบริการจีพีอาร์เอสที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น 3.9 จี เป็น 3 จี หรือ 4 จี ผมไม่ทราบครับ ต้องไปถามผู้เรียกชื่อนี้ เพราะตามมาตรฐานสากลเขาไม่ มีครับ

4 จีในปัจจุบัน แม้ว่าจะมีหลาย บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกพยายามเริ่มทำกันในหัวเมืองใหญ่ ๆ เกือบร้อยแห่งในหลายประเทศในปีนี้ แต่ก็จะมีการทดสอบบริการไปด้วยว่าได้ความเร็วถึง 4 เมกะบิต/วินาที หรือเปล่า ซึ่งมีทั้งสองมาตรฐาน คือ เทคโนโลยีแอลทีอี และไวแม็กซ์ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ เขาก็ไม่ได้เรียกว่า 3.9 จี ครับ มาตรฐาน 3.9 จี จึงไม่เคยมี

ประเทศไทยจะมี 4 จี เมื่อไรนั้น ก็อยู่ที่ว่าประเทศไทยจะมุ่งสู่บริการอินเทอร์เน็ตหรือโลกไซเบอร์อย่างไร ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐในทุกกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจการเงิน เช่น การธนาคาร การค้าขาย การอุตสาหกรรม การศึกษา การสาธารณสุข การแพทย์ การเกษตร และบริการภาคสังคมของประเทศ จึงจะสามารถเลือกเทคโนโลยีที่ถูกต้องได้ในอนาคต ซึ่งอาจจะเป็นแอลทีอี ไวแม็กซ์ หรือ เอชเอสพีเอพลัส ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

เทคโนโลยีนั้นจะต้องคุ้มค่ากับประเทศไทยในทุกด้านมากที่สุด ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องมีความเร็วที่สุดในโลกก็ได้ หรือท่านผู้อ่านพิจารณาแล้วคิดว่าอย่างไรครับ.

วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วิวัฒนาการ 'นาฬิกา'

กลไกสรรค์สร้างเหนือกาลเวลา

เวียนกลับมาสร้างสีสันเอาใจนักสะสมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติกันอีกครั้ง สำหรับงานแสดงนวัตกรรมแห่งกาลเวลาครั้งยิ่งใหญ่ “สยามพารากอน วอชท์ เอ็กซ์โป” (Siam Paragon Watch Expo) จัดแสดง สุดยอดนาฬิกาแบรนด์ดัง ระดับโลก จำนวนกว่า 20,000 เรือน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท

การจัดงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงสังคมที่เป็นนักสะสมหรือผู้ที่ชื่นชอบในนวัตกรรมแห่งกาลเวลาร่วมนำเสนอนาฬิกาแบรนด์ดังมากมาย อาทิ ม.ร.ว.ศรีคำรุ้ง ยุคล, คณชัย เบญจรงคกุล และ ณัฐเศรษฐ์ พูนทรัพย์มณี นอกจากนี้ยังได้มีการนำเสนอ สุดยอดไฮไลต์นาฬิกา ประจำปีนี้ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 แบรนด์ ดัง ได้แก่ HUBLOT รุ่น Tourbillion Bat Bang Gold Ceramic เรือนเวลาหรูที่มาพร้อมกลไกทูร์บิญอง ตัวเรือนทองชาด 18k ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือน ราคากว่า 5.49 ล้านบาท PARMIGIANI FLEURIER รุ่น Tecnica Chrono-Unique Piece คือ การผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างศิลปะชั้นสูงและความลุ่มลึกในการสร้างสรรค์กลไกที่ซับซ้อน นาฬิกาเรือนนี้มาพร้อมกับกลไกการบอกเวลาชั่วโมงและนาทีด้วยเสียงระฆัง 2 โทนเสียง พร้อมกลไกทูร์บิญอง ตัวเรือนแพลทินัม ราคา 33.38 ล้านบาท ผลิตเพียงเรือนเดียว ในโลก และ CHANEL รุ่น J12 Joaillerie ไฮเทคเซรามิกสีดำและทองคำขาว ประดับเพชรน้ำหนักรวม กว่า 32 กะรัต ราคากว่า 19.16 ล้านบาท

เอ่ยถึง “นาฬิกา” ปัจจุบันอาจไม่ใช่เพียงแค่เป็นเครื่องบอกเวลา หรือเครื่องประดับสวมใส่ติดตัว แต่ยังบ่งบอกเรื่องราวต่าง ๆ ได้อีกมากมาย ซึ่งผู้ที่ชื่นชอบการสวมใส่นาฬิกาในรูปแบบต่าง ๆ ย่อมรู้ดี และให้ความสำคัญกับเครื่องบอกเวลาสักเรือนบนข้อมือ ขณะเดียวกันนาฬิกา ก็มีคุณค่าต่อผู้สะสม มากเช่นกัน

ดร.จำนงค์ อัศวเรืองชัย หนึ่งในผู้รักและสะสมนาฬิกา กล่าวว่า จากประสบการณ์การสะสมนาฬิกามากว่า 30 ปี ได้มีโอกาสเห็นพัฒนาการของผู้ผลิตนาฬิกา และศึกษากลไกการทำงานต่าง ๆ ของนาฬิกามาเป็นเวลานาน ตลาดนาฬิกาในอดีตและปัจจุบันนั้นมีความแตกต่างกันพอควร

ในอดีตก่อนที่จะมีนาฬิกาข้อมือนั้น ผู้คนในสมัยนั้น ใช้นาฬิกาพกติด กระเป๋าที่มีเรือนใหญ่พอควร ส่วน นาฬิกา ข้อมือเรือนแรก ๆ คือ การนำเอานาฬิกาพกของสุภาพสตรีมาติดสายสำหรับสวมที่ข้อมือ ต่อมาผู้ผลิตนาฬิกาได้มีการพัฒนากลไกของนาฬิกาให้มีขนาดเล็กลง แต่ทว่ายังคงเน้นถึงความเที่ยงตรงของการบอกเวลาเป็นหลัก นาฬิกาข้อมือในยุคแรกจึง มีรูปแบบและหน้าปัดที่ดูเรียบง่าย ตัวเรือนบางมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก

ต่อมานาฬิกามีการพัฒนาด้านเครื่องกลไก การออกแบบ ที่สำคัญการทำการตลาดจนทำให้ตลาดนาฬิกา มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ในปัจจุบันนาฬิกาทำหน้าที่มากกว่าการเป็นเครื่องบอกเวลา แต่ยังเป็นเครื่องบอกสถานะทางสังคม รสนิยมของผู้สวมใส่ นอกจากนี้ยังนับเป็นทรัพย์สินที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนอีกด้วย

โดยตลาดนาฬิกาในเมืองไทยในอดีตนั้นยังจำกัดในหมู่นักสะสมหรือผู้ที่ชื่นชอบเพียงไม่กี่คน แบรนด์นาฬิกาที่เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมจากนักสะสมก็มีเพียงไม่กี่แบรนด์ แต่ในปัจจุบันด้วยการทำตลาดของผู้แทนจำหน่าย และแบรนด์นาฬิกา ทำให้ตลาดนาฬิกาในเมืองไทยมีการเติบโตอย่างมาก ปัจจุบันมีแบรนด์นาฬิกาที่มาทำตลาดในเมืองไทยกว่า 200 แบรนด์

ดร.จำนงค์ ได้ฝากถึงนักสะสมรุ่นใหม่ว่า อยากให้นักสะสมได้ทำการศึกษาถึงเบื้องหลัง ที่มาของนาฬิกาที่ ตนชื่นชอบ เพราะนาฬิกาแต่ละเรือนต่างมีเรื่องราวที่น่าสนใจของมันเอง หากการเลือกสะสมไปพร้อม ๆ กับการศึกษาหาข้อมูลแล้วจะทำให้เราเข้าใจถึงที่มาของนาฬิกาแต่ละเรือนอย่างสนุกและมีคุณค่าอย่างแท้จริง

ด้าน ตุลย์ มหาดำรงค์กุล เป็นอีกผู้หนึ่งที่คลุกคลีกับวงการนาฬิกาเล่าว่า ปัจจุบันนาฬิกามีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ซื้อส่วนใหญ่ยังคำนึง ถึงความเที่ยงตรงของนาฬิกา ขณะเดียวกันกลไกภายในก็ถูก พัฒนาอย่างต่อเนื่องและให้ง่ายกับการดูแลรักษา ส่วนเครื่องประดับบนเรือนนาฬิกาเป็นอีกส่วนที่เพิ่มความหรูหราให้กับผู้สวมใส่ เช่น ประดับเพชร พลอย ซึ่งอนาคตยังเป็นที่น่าจับตาถึงการดีไซน์ในอนาคต

ขณะที่ นริพร เคียงศิริ ซึ่งคลุกคลีกับวงการนาฬิกา เล่าว่า การเลือกซื้อนาฬิกาแต่ละช่วงวัยต้องคำนึงถึงการใช้งานและความชื่นชอบของผู้ใช้

วัยเด็กที่เริ่มดูนาฬิกาเป็นผู้ปกครองควรเลือกซื้อนาฬิกาที่เป็นตัวเลข เพราะเด็กหลายคนอาจยังไม่มีความชำนาญในการดูนาฬิกาที่เป็นระบบดิจิทัล ขณะที่วัยทำงานเป็นช่วงที่ผู้ซื้อมีกำลังในการซื้อเพื่อตอบสนองสไตล์ของตนเอง โดยในผู้หญิงส่วนใหญ่จะสวมใส่นาฬิกาที่เป็นเรือนขนาดใหญ่มากกว่าอดีต ส่วนวัยผู้ใหญ่จะเน้นถึงคุณค่าของนาฬิกาและ ประวัติความเป็นมาในนักสะสม ซึ่งอนาคตคาดว่ากลไกของนาฬิกาจะมีความซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่ดีไซน์จะมีความหลากหลายตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อในแต่ละวัย

สำหรับผู้ที่สนใจชมความงดงามของนาฬิกา เรือนพิเศษ คอลเลกชั่นใหม่ ล่าสุด แวะเวียนไปเที่ยวชมได้ในงาน “สยามพารากอน วอชท์ เอ็กซ์โป” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 13 กรกฎาคม-1 สิงหาคม 2553 บริเวณฮอลล์ ออฟมิเรอร์ ชั้น M สยามพารากอน มีแบรนด์นาฬิกาทั่วโลกกว่า 200 ราย ร่วมจัดแสดง

เครื่องบอกเวลาอาจมีค่าเหนือกาลเวลาหากผู้ใส่หมั่นดูแลรักษา และเอาใจใส่ในรายละเอียดของชีวิต.

กำเนิดนาฬิกา

นาฬิกาแดด คิดค้นขึ้นครั้งแรกเมื่อใดไม่ปรากฏ แต่จากหลักฐานพบว่านาฬิกาแดดพัฒนาขึ้นในสมัยอียิปต์โบราณหรือ ราว 2,000 ปีมาแล้ว นาฬิกาแดดนั้นแสดงเวลาที่อาจคลาดเคลื่อนไป จากเวลานาฬิกาข้อมือของผู้สังเกต แต่ถ้าได้เข้าใจหลักการของนาฬิกาแดดแล้วนำค่าเวลามาแก้ไข เวลาที่ได้จะมีความถูกต้องพอสมควร ที่เป็นเช่นนี้เพราะนาฬิกาแดดนั้น แสดงเวลาธรรมชาติที่ควรจะเป็น ซึ่งต่างจากเวลาของนาฬิกาข้อมือ หรือนาฬิกาทั่วไปที่ ใช้อยู่ในปัจจุบัน การบอกวัดเวลาหรือแสดงเวลาที่ต้องการให้เป็นซึ่งแสดงจากนาฬิกาแดดนั้นเป็นเวลาที่เราเรียกว่า เวลาดวงอาทิตย์ ณ ตำบลที่นั้นอยู่เป็นประจำ ไม่ใช่เวลาท้องถิ่นสมมุติ หรือเวลาที่เรา ต้องการให้เป็น

นาฬิกาน้ำ ของอียิปต์ เมื่อประมาณ 1,400 ปี ก่อนคริสตกาล อาศัยน้ำหยดออกจากรูข้างใต้ภาชนะ ต่อมาในปี ค.ศ. 1929 Warren Morrison ได้ประดิษฐ์นาฬิกาควอตซ์ขึ้นเฉพาะที่เป็นนาฬิกาข้อมือ นาฬิกาประเภทนี้เที่ยงตรงมาก และในปี ค.ศ. 1980 เป็นช่วงเวลาที่เริ่มนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ มีการประดิษฐ์ นาฬิกาโดยใช้ชิปเป็นส่วนประกอบเพิ่มเติมในกลไกของนาฬิกา ซึ่งนอกจากจะบอกเวลาแล้วยังสามารถเก็บข้อมูลที่จำเป็น และสามารถใช้เป็นเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วย หลังจากนั้นเทคโนโลยีในด้าน การประดิษฐ์นาฬิกาได้ก้าวหน้าเรื่อยมา จนกระทั่งทุกวันนี้เรามีนาฬิกาคอมพิวเตอร์ใช้กันแล้ว

สำหรับประเทศไทย คนไทยประดิษฐ์เครื่องบอกเวลาใช้เองเมื่อร้อยปี มาแล้ว คือในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงมีวลีที่กำชับรับสั่งกับข้าราชบริพาร ผู้ใกล้ชิด มีความว่า “สยามจะอยู่รอด รักษาความเป็นไทไม่เป็นขี้ข้าฝรั่ง จะต้องทำให้คนไทยเชื่อมั่น และต่างชาติเชื่อว่าคนไทยนี้เก่ง” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เจ้ากรมอุทกศาสตร์ท่านแรก ของสยาม ชื่อ Captain Loftus จัดทำ นาฬิกาแดด ไว้ให้เป็นเครื่องกำหนดหมายบอกเวลา แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานไว้ที่ลานหน้าพระอุโบสถวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ บางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนทุกวันนี้.

วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ถนนสายนี้ชื่อความทรงจำ

ผมออกตามหาเส้นทางในตำนาน โดยแผ้วถางป่าไผ่ลึกเข้าไปสู่อ้อมกอดของขุนเขาทางตะวันตกของมณฑลเสฉวน ประเทศจีน ย้อนหลังไปเพียง 60 ปีก่อน ตอนที่การเดินทางส่วนใหญ่ในเอเชียยังเป็นการเดินเท้าหรือไม่ก็ใช้ม้าเป็นพาหนะ เส้นทางสายใบชาและอาชา (Tea Horse Road) เป็นชุมทางการค้าหลักที่เชื่อมระหว่างจีนกับทิเบต เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ผมพบชายคนหนึ่งซึ่งเคยแบกใบชาหนักอึ้งไปตามเส้นทางสายนี้ เขาเตือนผมว่า กาลเวลา สภาพอากาศ และต้นไม้ใบหญ้าอาจกลืนกินถนนสายใบชาและอาชาไปหมดแล้ว

แต่แล้วเมื่อผมเงื้อขวานฟาดฟันไปข้างหน้า ต้นไผ่ลู่ล้มลง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือเส้นทางสายหินกว้างเพียงเมตรเศษที่ปกคลุมไปด้วยมอสสีเขียวลื่น ๆ ทอดตัวคดเคี้ยวลัดเลาะผืนป่าขึ้นไป หินบางก้อนพรุนไปด้วยหลุมที่มีน้ำขัง ซึ่งเกิดจากปลายโลหะของไม้ค้ำที่ลูกหาบนับหมื่นนับแสนคนใช้กรุยทางผ่านถนนสายนี้มานานร่วมพันปี ถนนสายหินที่หลงเหลืออยู่ทอดยาวเพียง 15 เมตร ข้ามขั้นบันไดหัก ๆ ก่อนจะหายไปอีกครั้ง เพราะถูกฝนฤดูมรสุมปีแล้วปีเล่าพัดพา กลืนกิน ผมเดินต่อไป เข้าสู่เส้นทางแคบ ๆ ซึ่งผนังด้านข้างทั้งลื่นและชันจนผมต้องเกาะต้นไม้เพื่อไม่ให้ตกลงไปในห้วยหินเบื้องล่าง ผมหวังว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งผมจะข้ามหม่าอันชาน ช่องเขาสูงระหว่างเมืองหยาอานกับคังติ้งได้

คืนนั้น ผมค้างแรมบนที่สูงเหนือลำธาร พอรุ่งเช้า ผมเดินต่อไปได้อีก 500 เมตรก่อนที่กำแพงต้นไม้หนาทึบจนฝ่าไปไม่ได้จะขวางกั้นผมไว้ ผมจำต้องยอมรับว่าอย่างน้อยนี่คือจุดที่เส้นทางสายใบชาและอาชาเลือนหายไป

อันที่จริง เส้นทางสายใบชาและอาชาดั้งเดิมส่วนใหญ่ได้สูญหายไปหมดแล้ว การเร่งรุดสู่ความทันสมัยชนิดไม่ลืมหูลืมตาทำให้จีนกลบฝังอดีตของตนเองอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป ผมจึงเดินทางมาสำรวจสิ่งที่หลงเหลืออยู่ของเส้นทางที่เคยโด่งดัง แต่บัดนี้กลับถูกลืมเลือนไปเกือบหมดสิ้น

เส้นทางโบราณสายนี้เคยยาวถึงเกือบ 2,250 กิโลเมตร โดยตัดผ่านใจกลางแผ่นดินมังกรจากเมืองหยาอานในภูมิภาคปลูกชาของมณฑลเสฉวน ไปจนถึงนครลาซา เมืองหลวงที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเกือบ 3,650 เมตรของทิเบต เส้นทางที่ได้ชื่อว่ายากลำบากที่สุดและสูงที่สุดสายหนึ่งในเอเชียนี้ทอดยาวจากหุบเขาเขียวชอุ่มของจีน คดเคี้ยวเลี้ยวเลาะไปตามที่ราบสูงทิเบตซึ่งปกคลุมด้วยหิมะและมีลมกระโชกแรง ข้ามแม่น้ำแยงซีเกียงที่เย็นยะเยือก แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน ผ่ากลางเทือกเขาเหงียนเชนถังกลาอันลี้ลับ แล้วไต่ระดับขึ้นสู่ช่องเขาอันตรายสูง 5,000 เมตร 4 แห่ง ก่อนลดระดับลงสู่นครหลวงอันศักดิ์สิทธิ์ของทิเบตในที่สุด

ขณะที่เส้นทางด้านตะวันตกมักถูกพายุหิมะกลบฝัง เส้นทางด้านตะวันออกก็ถูกสายฝนโหมกระหน่ำ อีกทั้งโจรขโมยยังชุกชุม และถึงแม้ผู้คนในดินแดนปลายทางทั้งสองด้านจะชิงชังกันบ้าง (และยังเป็นอยู่ในปัจจุบัน) แต่เส้นทางสายนี้ก็ผ่านการใช้งานอย่างหนักมาตลอดหลายศตวรรษ ความต้องการในการค้าขายคือเหตุผลที่ทำให้เส้นทางสายนี้เกิดขึ้นและดำรงอยู่ หาใช่การแลกเปลี่ยนทรรศนะและจริยธรรม วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกับเส้นทางสายไหม (Silk Road) ในตำนานซึ่งอยู่ทางเหนือ จีนมีสินค้าทิเบตต้องการอย่างใบชา ส่วนทิเบตก็มีสินค้าที่จีนหมายปองนั่นคือม้า

ตำนานเล่าว่า ใบชาถูกนำเข้ามาเผยแพร่ในทิเบตครั้งแรก เมื่อเจ้าหญิงเหวินเฉิงแห่งราชวงศ์ถังอภิเษกสมรสกับกษัตริย์ซงซันกัมโปแห่งทิเบตในปี ค.ศ. 641 จะว่าไปแล้วก็ดูสมเหตุสมผลที่ชากลายเป็นที่ชื่นชอบทั้งของสมาชิกราชวงศ์และชน เร่ร่อนในทิเบต เพราะชาเป็นเครื่องดื่มร้อนเหมาะกับสภาพอากาศหนาวเย็น ขณะที่ทางเลือกอื่นมีเพียงหิมะละลาย นมแพะหรือนมจามรี และนมข้าวบาร์เลย์หรือชัง (เบียร์ข้าวบาร์เลย์) ชาผสมเนยจามรีแบบทิเบตซึ่งมีรสชาติเค็มปะแล่ม เป็นเอกลักษณ์ มันเล็กน้อย และกลิ่นรสเข้มลึก เป็นอาหารมื้อย่อยดี ๆ นี่เองสำหรับคนเลี้ยงสัตว์ที่นั่งผิงไฟจากมูลจามรีตากแห้ง

ใบชาที่เข้ามาสู่ทิเบตตามเส้นทางสายใบชาและอาชาจัดเป็นชารสชาติหยาบที่สุด ใบชานั้นได้มาจากต้นชา (Camellia sinensis) ซึ่งเป็นไม้พุ่มไม่ผลัดใบกึ่งเขตร้อน แต่ขณะที่ชาเขียวได้มาจากยอดอ่อนและใบที่ไม่ผ่านการหมักชาอัดแท่ง (brick tea) ที่ส่งไปทิเบตจนถึงทุกวันนี้ทำจากใบชาที่แก่และเหนียว รวมทั้งกิ่งก้านด้วย จึงมีรสชาติขมที่สุดและนุ่มนวลน้อยที่สุดในบรรดาชาทั้งหมด หลังผ่านกระบวน การนึ่งหรืออบไอน้ำและทำให้แห้งหลายต่อหลายครั้ง ชาจะถูกนำไปผสมน้ำข้าวที่ข้นเหนียว อัดใส่พิมพ์ และตากแห้งอีกครั้ง ชาดำอัดแท่งน้ำหนักตั้งแต่ครึ่งกิโลกรัมไปจนถึง 3 กิโลกรัม ยังคงมีวางจำหน่ายอยู่ทั่วไปในทิเบตปัจจุบัน

ล่วงถึงศตวรรษที่ 11 ชาอัดแท่ง กลายเป็นของมีค่าไม่ต่างจากเงินตรา ราชวงศ์ซ่งนำไปใช้แลกซื้อม้าพันธุ์ดีจากทิเบต เพื่อทำศึก กับชนเผ่าเร่ร่อนผู้ดุดัน จากทางเหนือ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเจงกิสข่าน ชาได้กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างทิเบต กับจีน

ชาอัดแท่ง 60 กิโลกรัมแลกม้าได้ 1 ตัว นั่นคืออัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดโดยองค์การชาและม้าแห่งเสฉวน (Sichuan Tea and Horse Agency) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1074 ลูกหาบจะแบกชาจากโรงงานหรือไร่ชาในแถบหยาอานไปยังคังติ้งที่ระดับความสูง 2,550 เมตร จากจุดนั้น ชาจะได้รับการบรรจุลงถุงหนังจามรีกันน้ำและบรรทุกขึ้นหลังขบวนล่อหรือจามรีเพื่อเดินทางไปยังนครลาซาเป็นเวลา 3 เดือน

ราวศตวรรษที่ 13 จีนขายชาปีละหลายล้านกิโลกรัมเพื่อแลกกับม้าราว 25,000 ตัว แต่แม้จะใช้ม้าทั้งหมดของฮ่องเต้ก็ไม่อาจปกป้องราชวงศ์ซ่งได้ เมื่อต้องพ่ายแพ้ให้กุบไลข่าน พระนัดดาของเจงกิสข่าน เมื่อปี ค.ศ. 1279

อย่างไรก็ตาม การแลกเปลี่ยนชากับม้ายังคงดำเนินต่อไปตลอดสมัยราชวงศ์หมิง (ปี ค.ศ. 1368-1644) และล่วงเข้าสู่กลางสมัยราชวงศ์ชิง (ปี ค.ศ. 1645-1912) เมื่อความต้องการใช้ม้าของจีนเริ่มลดลงในศตวรรษที่ 18 ชาจึงถูกนำไปใช้แลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่น ๆ อาทิ หนังสัตว์ ขนสัตว์ ทองคำ เงิน และที่สำคัญที่สุดคือเครื่องยาจีนโบราณที่มีเฉพาะในทิเบต

รัฐบาลจีนสมัยราชวงศ์เคยควบคุมการค้าชาในเสฉวนอย่างไร อารามพุทธในระบอบการปกครองแบบเทวาธิปไตยของทิเบตก็มีอิทธิพลครอบงำการค้าขายเช่นเดียวกัน ถนนสายใบชาและอาชาซึ่งชาวทิเบตรู้จักกันในชื่อ เกียลัม เชื่อมโยงอารามสำคัญหลายแห่งในทิเบต ตลอดหลายร้อยปี การช่วงชิงอำนาจภายในทิเบตและจีนได้เปลี่ยนโฉมหน้าเส้นทางสายนี้ เส้นทางหลักนั้นมีอยู่ 3 สาย สายหนึ่งทอดจากทางใต้ของมณฑลยูนนานซึ่งเป็นแหล่งปลูกชาผู่เอ่อร์ อีกสายหนึ่งทอดจากทางเหนือ และ สายสุดท้ายจากทางตะวันออก ตัดผ่านตอน กลางของทิเบต เนื่องจากเส้นทางสายหลังสุดนี้สั้นที่สุด จึงเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งชาส่วนใหญ่

ทุกวันนี้ เส้นทางสายเหนือหรือทางหลวงหมายเลข 317 เป็นถนนลาดยาง เมื่อเข้าใกล้นครลาซา ทางหลวงนี้จะทอดขนานไปกับทางรถไฟสายชิงไห่-ทิเบต ซึ่งเป็นทางรถไฟที่สูงที่สุดในโลก เส้นทางสายใต้หรือทางหลวงหมายเลข 318 ก็เป็นถนนลาดยางเช่นกัน ทางหลวงเหล่านี้เปรียบเสมือนเส้นเลือดหลักของการค้าขายเพราะคลาคล่ำไปด้วยรถบรรทุกที่ขนส่งสินค้าสารพัดชนิด เกือบทั้งหมดมุ่งไปในทิศทางเดียวนั่นคือทางตะวันตกเข้าสู่ทิเบต เพื่อ ตอบสนองความต้องการของประชากรจีนในทิเบตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่เส้นทางซีกตะวันตกของทางสายหลักไม่เคยได้รับการแผ้วถาง นี่คือช่วงที่คดเคี้ยวผ่านเทือกเขาเหงียนเชนถังกลาอันห่างไกลของทิเบต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทั้งทุรกันดารและทารุณจนถูกทอดทิ้งไปเฉย ๆ เมื่อหลายสิบปีก่อน และบริเวณทั้งหมดก็ถูกปิดตายสำหรับนักเดินทาง

ปัจจุบันนี้แม้ชาวจีนจะไม่เอาใบชามาแลกม้าแล้ว แต่สินค้าหนึ่งที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำให้ทิเบตก็คือ ยาร์ซากุงบูหรือ ถังเช่า ในภาษาจีน ซึ่งได้แก่ซากดักแด้ที่ถูกตัวเบียนทำลาย พวกมันมีชีวิตอยู่ในทุ่งหญ้าที่ความสูงกว่า 3,000 เมตร ตัวเบียนซึ่งเป็นราชนิดหนึ่งจะฆ่าดักแด้และค่อย ๆ กัดกินร่างของมัน ซากดักแด้แห้งแต่ละตัวมีสนนราคาตั้งแต่ 4-10 ดอลลาร์สหรัฐ เลยทีเดียว

เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ ชาวทิเบตเร่ร่อนจะท่องไปตามทุ่งหญ้าเลี้ยงจามรี เพื่อเสาะหา ดักแด้ยาร์ซากุงบูรูปร่างเหมือนไม้จิ้มฟันสีม่วงที่โผล่ขึ้นมาจากดินไม่ถึง 3 เซนติเมตร ซึ่งมองเห็นได้ยากมาก แต่ดักแด้เหล่านี้ก็มีราคาค่างวดมากกว่าจามรีทั้งหมดของพวกเขารวมกันเสียอีก

ร้านยาจีนทั่วเอเชียขายถังเช่าในฐานะยาสารพัดนึกที่รักษาได้ทุกโรค ตั้งแต่อาการอ่อนเพลียไปจนถึงมะเร็ง ถังเช่าเกรดดีที่สุดมีสนนราคากรัมละเกือบ 80 ดอลลาร์สหรัฐ หรือแพงกว่าราคาทองคำในปัจจุบันประมาณ 2 เท่า

ผมนึกฉงนในความขัดแย้งของการค้าใหม่บนเส้นทางสายใบชาและอาชาอันเก่าแก่ ทุกวันนี้ ชาวทิเบตไม่ขี่ม้ากันแล้ว และชาก็ไม่ใช่เครื่องดื่มหลักในเมืองใหญ่ของทิเบตอีกต่อไป (กระทิงแดงและบัดไวเซอร์มีขายเกลื่อนกลาด) กระนั้น ขณะที่ชายังคงมาจากภูมิภาคปลูกชาดั้งเดิมของจีน ถังเช่ากลับพบเฉพาะบนที่ราบสูงทิเบต รองเท้า แชมพู โทรทัศน์ และเครื่องปิ้งขนมปัง อาจหลั่งไหลเข้ามาทางตะวันตกตามเส้นทางการค้าสายเก่าที่เป็นถนนลาดยาง แต่บางสิ่งก็เดินทางย้อนสู่ตะวันออก ทุกวันนี้ ชาวจีนยอมจ่ายไม่อั้นเพื่อซื้อดักแด้ยาวิเศษ เหมือนที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยทุ่มซื้อม้าพันธุ์ดีที่ไม่มีใครปราบได้.

ขึ้นทะเบียน 'ศิลปะมวยไทย' มรดกล้ำค่าภูมิปัญญาวัฒนธรรม

ศิลปะมวยไทย มรดกทางวัฒนธรรมของไทยกำลังเป็นที่กล่าวขานอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นทางวัฒนธรรม มีมติเห็นชอบให้ประกาศ ขึ้นทะเบียนศิลปะมวยไทย เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และมีการจัดทำตำรามวยไทยแห่งชาติขึ้น เพื่อใช้ในการเรียนการสอนภายในประเทศ และต่างประเทศ โดยให้มีท่วงท่าที่ถูกต้องเหมาะสมไม่ผิดเพี้ยน ซึ่งในการนี้ไม่เกี่ยวกับมวยไทยที่เป็นกีฬาแข่งขัน

มวยไทย ศิลปะป้องกันตัวของไทยที่มีคุณลักษณะในการใช้อวัยวะทั้ง หมัด ศอก เข่า แข้ง ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ศีรษะ ตลอดจน ลำตัว เรียกได้ว่าแทบจะใช้ทุกส่วนของร่างกายในการต่อสู้ นับเป็นศิลปะประจำชาติที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว

ไม่เพียงเท่านั้น มวยไทย ยังมีศิลปะอีกแขนงหนึ่งซ่อนอยู่ นั่นคือ การไหว้ครู ซึ่งเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมาอย่างเคร่งครัด และสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

สมศักดิ์ แสนยากร อดีต ผู้ฝึกสอนมวยสากลยอดเยี่ยม 3 ปี สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬา ในฐานะเทรนเนอร์ค่ายมวย ป.เปาอินทร์ และ ส.แสนยากร ให้ความรู้เกี่ยวกับการไหว้ครูให้ฟังว่า การฝึกมวยไทย ไม่ว่าจะเป็นกับครูท่านใดหรือของสำนักใดก็ตาม สิ่งแรกที่จะได้รับการถ่ายทอด คือ การไหว้ครู เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ของครูท่านนั้น หรือที่มักเรียกกันติดปากว่า ครูมวย

“สมัยก่อน การรับกันเป็นลูกศิษย์กับครูนั้นจะต้อง มีการยกครู โดยศิษย์จะนำ ดอกไม้ ธูป เทียน ผ้าขาวม้า เหล้า มาไหว้ครู ซึ่งการไหว้ครูของครูมวยแต่ละคน แต่ละค่าย จะมีลีลา ท่าร่ายรำที่แตกต่างกันไป เมื่อเห็นท่าไหว้ครูจะรู้ได้เลยว่านักมวยคนนี้เป็นศิษย์ค่ายใด หรือใครเป็นครูมวยให้ ทำให้นักมวยสมัยก่อน ที่มีท่าไหว้ครูเหมือนกันจะไม่ยอมชกกัน เพราะเข้าใจว่า มีครูมวยคนเดียวกัน”

การไหว้ครูจะมีท่ารำอยู่หลายท่าตามแต่ครู หรือค่ายนั้นจะแต่งเติมเข้าไป อาทิ ท่าหงษ์เหิร ท่าพระรามแผลงศร ท่าสอดสร้อยมาลา ท่ายูงรำแพน ท่าพยัคฆ์ด้อมกวาง ท่าสาวน้อยประแป้ง ท่าเสือลากหาง ท่ายูงฟ้อนหาง แต่ในปัจจุบันท่าไหว้ครูที่นิยมมากที่สุดคือ การไหว้ครูด้วยท่า “พรหมสี่หน้า”

“เริ่มจาก หันหน้าไปทางมุมของคู่ชก นั่งคุกเข่าลงบนส้นเท้าโดยให้เท้าขวาทับเท้าซ้าย ลำตัวตรงพร้อมกับพนมมือระดับอก ทางมวย เรียกว่า ท่าเทพพนม จากนั้น โค้งตัวลงก้มไปข้างหน้าพร้อม ๆ กับกำหมัดคว่ำเหยียดแขนตรงลง ในระดับอก แล้วลากมือทั้งสองมาไว้ตรงกลางกำหมัดหงาย ให้หลังมือสัมผัสพื้น ท่านี้เรียกว่า ท่าไหว้แม่พระธรณี”

จากนั้น ยกตัวขึ้นแล้วโค้งตัวเล็กน้อยพร้อม ๆ กับแยกแขนทั้งสองข้างออกจากอกโดยกางแขนออกในลักษณะตะแคงหมัดให้ฝ่ามือออกมาด้านหน้า แล้วลากมือกลับเข้าหากันพนมมือที่อก เรียกว่า ท่ากอบธรณีสู่อก ต่อด้วยการถวายบังคมเงยหน้าบูชาเทพ ด้วยการ เอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อยพร้อมกับเงยหน้า ยกมือขึ้นไหว้เหนือหน้าผากที่มีลักษณะเหมือนท่าถวายบังคมแล้วลดมือลงมาพนมระดับอกเหมือนเดิม

ถัดมา เป็น ท่าถวายบังคม ครั้งที่ 1 จะเริ่มจาก ยกตัวขึ้นโค้งตัวไปข้างหน้า พร้อมกับวาดแขนทั้งสองข้างเป็นวงกว้างออกจากกันไปด้านข้าง ส่งมือไปด้านหลังแล้วม้วนข้อมือเพื่อหงายฝ่ามือขึ้น จากนั้นลากมือทั้งสองเป็นวงเดิมกลับมาด้านหน้าลำตัวอีกครั้ง คว่ำหมัดให้หลังมือแตะกันก่อนที่มือจะสัมผัสพื้น เมื่อฝ่ามือ ทั้งสองข้างสัมผัสกับพื้นแล้วให้หงายฝ่ามือขึ้นลากแขน เข้าหาตัว สำหรับท่านี้เรียกว่า กวักธรณีขึ้น จากนั้นยกมือทั้งสองพนมมือเข้าหาตัวไว้ที่อก ตอนนี้เรียกว่า ท่ากอบธรณีเข้าหาอก ตรงนี้เป็นอันจบท่าการถวายบังคมครั้งที่ 1

ต่อมา เป็นการถวายบังคมครั้งที่ 2 นั่งคุกเข่าขวาทับซ้ายอย่างเดิม พนมมือ เงยหน้า ขยับตัวไปด้านหลัง เล็กน้อยแล้วยกมือขึ้นไหว้เหนือหน้าผากเป็นท่าถวายบังคม แล้วลดมือลงมาพนมระดับอกเหมือนเดิม หลังจากนั้น จะเริ่มไหว้ท่าถวายเหมือนกับท่าถวายบังคมครั้งที่ 1 ซึ่งจะเป็น การไหว้ถวายบังคมเป็นครั้งที่ 3

ขั้นตอนต่อไป นั่งงอเข่าซ้ายบนส้นเท้าแล้วยกเข่าขวาขึ้น ให้แขนขวากำหมัดวางลงบนเข่าขวา ส่วนมือซ้ายคว่ำหมัดไว้บนมือขวา จากนั้น โค้งตัวพร้อมขาขวาไปข้างหน้า ส่วนขาซ้ายเหยียดไปด้านหลัง งอเข่าซ้ายให้ปลายเท้ายกขึ้นจากพื้นเล็กน้อย แล้วควงหมัดจากข้างหลังมาข้างหน้า 3 รอบ

ต่อจากนั้น นั่งท่าเดิม ยกมือขวาขึ้นกำหมัดออกด้านหน้าแล้วโค้งตัวมาข้างหน้า ควงหมัดจากข้างหน้าไปข้างหลัง 3 รอบ ขั้นตอนการไหว้ในส่วนนี้เรียกว่า ท่าปฐม

ต่อมา ลุกขึ้นยืนเท้าชิดกันพนมมือไว้ที่อก ยกเข่าขวาขึ้นพร้อมกับเช็ดส้นเท้ากับพื้นไปข้างหน้า แล้วเอียงตัวไปทางขวา จากนั้น วางเท้าขวาลงบนพื้นแล้วก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าโดยที่ยังพนมมืออยู่

ในจังหวะต่อมาให้ยก เข่าซ้ายขึ้นขนานกับพื้นแล้วควงหมัด 3 รอบ วางเท้าซ้ายลงบนพื้นเช็ดส้นเท้าขวากับพื้นข้างหน้าแล้วยกเข่าขวาขึ้นพลิกตัวกลับหลังหันไปยังมุมตรงข้าม

จากนั้น ยกเท้าซ้ายขึ้นให้ต้นขาขนานกับพื้นอีกแล้วควงหมัด 3 รอบ วางเท้าซ้ายลงบนพื้นเช็ดส้นเท้าขวากับพื้นข้างหน้าแล้วยกขาขวาขึ้นพลิกตัวกลับเข้าหามุมของตัวเองในท่าพนมมือ

ถัดมา เช็ดส้นเท้าขวาไปกับพื้นข้างหน้าแล้วยกเข่าขวาขึ้น พลิกลากตัวหันหน้าไปยังมุมคู่ต่อสู้ จากนั้น ก้าวเท้าซ้ายลากเท้าขวาชิดเท้าซ้าย แล้วก้าวเท้าซ้ายต่อไปในลักษณะเฉียงออกด้านข้างซ้าย พร้อมกับควงหมัดไปพร้อมกับก้าวเท้าขวา แล้วก้าวเท้าซ้ายมาชิดกับเท้าขวาแล้วก้าวเท้าขวาออกเฉียงไปด้านข้างขวา พร้อมกับควงหมัดไปด้วย การรำมวยในลักษณะอย่างนี้เรียกว่า ท่าย่างสามขุม ก้าวอย่างนี้ไป จนเกือบถึงมุมคู่ต่อสู้ จากนั้น หยุดแล้วชิดเท้าเพื่อคำนับคู่ต่อสู้ แล้วเดินกลับมายังมุมของตัวเอง เป็นอันเสร็จสิ้นการไหว้ครูแบบพรหมสี่หน้า

วัตถุประสงค์ของการไหว้ครูมีไว้เพื่อให้นักมวย ได้ รำลึกถึงครูบาอาจารย์ที่ประสาทวิชาให้ คำสั่งสอน เพื่อความเป็นสิริมงคลทำให้เกิดสมาธิและความเชื่อมั่น เป็นการรวบรวมสติ จิตใจ จะได้นิ่ง ไม่ไหวหวั่น รวม ทั้ง จะได้ คลายความตื่นเต้น ได้หายใจยาว ๆ ลดความตื่นเต้นลง

ทางด้านร่างกาย เป็นการอบอุ่นร่างกาย เพื่อยืดเส้นยืดสายให้กับกล้ามเนื้อก่อนขึ้นชก ตลอดจน สำรวจพื้นที่ เพราะสมัยก่อน ชกกันบนลานดิน บางมุมอาจเป็นหลุม เป็นหิน เป็นบ่อ บางมุมไม่ราบเรียบ จะได้รู้พื้นที่ ถ้าตรงไหนเป็นหลุม เป็นบ่อ เมื่อล้ม เซ จะได้ไม่เข้าไปตรงนั้นเพราะขาอาจจะพลิก เกิดอันตราย อยู่ในตำแหน่งที่เสียเปรียบได้

อีกทั้ง การไหว้ครูยังเป็นการข่มขวัญคู่ต่อสู้ เพราะในขณะที่เดินไหว้ในท่วงท่า ต่าง ๆ นั้น เป็นการอวด ความแข็งแกร่งของร่างกายไปในตัว “เมื่อเดินนักมวยที่ดีจะต้องกวาดตาดูท่าทางของคู่ต่อสู้ด้วย ว่ารูปร่างเขาเป็นอย่างไร มีจุดอ่อน จุดแข็งตรงไหน จะได้ตั้งรับ และตอบโต้ได้ถูกตำแหน่ง”

ครูมวย ทิ้งท้ายเคล็ดลับของการเป็นนักมวยว่า มวยไทยต้องฝึกจากการเดินย่างสามขุม ให้ดี ให้คล่อง เสียก่อนเป็นอันดับแรก เพราะจะทำให้ท่าทางในการชกสวยงาม การยืน การถอย จะทะมัดทะแมง สามารถหลบหลีก หรือรุก ได้อย่างถูกจังหวะ เพราะมวยไทย มีทั้งรุกและรับ มีทั้งปัดและป้อง

“ถ้าเป็นมวยถนัดซ้าย ให้เอาขาซ้ายไว้ด้านหลัง แต่ถ้าเป็นมวยขวาให้เอาขาขวาไว้ด้านหลัง ฝึกเดินให้คล่อง เพราะจะทำให้การฝึกต่อในท่าอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น หากฝึกเดินย่างสามขุมไม่คล่อง ทำได้ไม่ดี การเดิน การถอย การแตะ การออกหมัดจะไม่ทะมัดทะแมง เดินไม่เป็น ถอยไม่ถนัด ขาอาจพันกันล้มได้ง่าย”

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของศิลปะที่ชื่อว่า “มวยไทย” ยังมีเรื่องราวในภูมิปัญญาแขนงนี้อีกมากมายที่บรรพ บุรุษได้สะสมไว้ให้กับลูกหลานไทย...มาร่วมกันอนุรักษ์ ศิลปะมวยไทย ภูมิปัญญาของไทยที่มีทั้งความแข็งแกร่ง เร้าใจ ไปพร้อม ๆ กับท่วงท่าที่สวยงามให้คงอยู่ ผืนแผ่นดินของเราตราบนานเท่านาน.

วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เตือนภัยอาชญากรไซเบอร์ : อาศัยช่องโหว่เดิมในสไกป์

เทรนด์ ไมโคร เตือนผู้ใช้ระวังภัยอาชญากรไซเบอร์ อาศัยช่องโหว่เดิมในสไกป์ ก่อภัยคุกคามล่าสุด

รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยเทรนด์แล็ปส์ ของบริษัท เทรนด์ ไมโคร เปิดเผยว่า พบภัยคุกคามล่าสุดจากช่องโหว่ในสไกป์ (Skype) ที่มีอายุนานหลายเดือนแล้วและ กำลังถูกบรรดาอาชญากรไซเบอร์นำมาใช้หาประโยชน์ การโจมตีครั้งนี้เป็นการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในสไกป์ที่ชื่อว่า EasyBits Extras Manager โดยอาชญากรไซเบอร์รู้ดีว่าแม้ช่องโหว่ดังกล่าวจะได้รับการตรวจพบและสามารถแก้ไขเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม 2552 แต่ก็มีผู้ใช้หลายคนที่ยังคงใช้งานเวอร์ชั่นเก่าซึ่งมีช่องโหว่อยู่

สำหรับการโจมตีนี้ ผู้ใช้สไกป์จะได้รับข้อความสแปมผ่านทางไอเอ็ม ทำลิงก์ให้ดาวน์โหลดไฟล์ที่เป็นอันตราย รวมถึงมัลแวร์สายพันธุ์ ZBOT ที่จะขโมยข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำ ธุรกรรมออนไลน์

นายลูซิฟ คารูนิ นักวิจัยอาวุโสด้านภัยคุกคาม บริษัท เทรนด์ ไมโคร กล่าวว่า ไม่ใช่ครั้งแรกที่สไกป์ตกเป็นเป้าหมายและถูกใช้เป็นพาหะในการแพร่ระบาดมัลแวร์ในหลาย ๆ ตระกูล ซึ่งรวมถึง KOOBFACE และ PALEVO ที่เป็นสายพันธุ์ล่าสุดด้วย ปกติอาชญากร ไซเบอร์จะใช้ช่องโหว่ในแอพพลิเคชั่นและโปรแกรมที่ได้รับความนิยมเพื่อล่อลวงผู้ใช้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งนี้ เทรนด์ ไมโคร ได้ให้การป้องกันผู้ใช้จากภัยคุกคามล่าสุดเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดีผู้ใช้ควรระมัดระวังในการตอบ กลับข้อความที่ไม่คาดคิดและอย่าดาวน์โหลดไฟล์หรือคลิกลิงก์ใด ๆ นอกจากนี้ควรอัพเดทแอพพลิเคชั่นใช้งานให้ทันสมัยอยู่เสมอ.

ใช้ชีวิตอย่างไรในช่วงหน้าฝน

เข้าสู่หน้าฝนกันอีกแล้ว แหม...แต่พูดก็พูดเหอะ บ้านเราเนี่ย มีฝนตกเกือบทั้งปีนั่นแหละ แม้แต่ฤดูร้อนที่ผ่านมายังมีฝนตกลงมาเลย ซึ่งนับจากนี้เป็นต้นไปพวกเราคงเจอกับสภาพฝนตกถี่ขึ้นแหงๆ ขนาดเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมายังมีฝนเทลงมาให้ ตามตรอกซอกซอยบางแห่งมีน้ำท่วมขังกันเลยนี่นา

อ้อ...ในเมื่อชวนคุยเรื่องฤดูแล้ว เคยไปถามน้องๆวัยรุ่นเกี่ยวกับความรู้ทั่วไปเรื่องง่ายๆ เช่น เมืองไทยมีกี่ฤดูรู้ไหมจ๊ะ? คุณสิงโต (อุ๊ยชื่อเหมือนนักร้อง) หนุ่มวัยรุ่นตอบขึ้นมาว่า "ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเมืองไทยมีกี่ฤดู แต่ที่แน่ๆ มีฤดูเหงาครับ (...เอ้าเฮ้ย!) เป็นทุกเดือน โดย เฉพาะช่วงตุลาคมถึงธันวาคมจะเหงาเป็นพิเศษ" ...โถ ถามถึงฤดูกาลในเมืองไทยนะจ๊ะ ไม่ได้ ถามความในใจซะหน่อย

ส่วนหนุ่มสมชาย ตอบอย่างมั่นใจว่า มี 4 ฤดูฮับ คือ ร้อน, ร้อนมากและโคตรร้อน ส่วนอีกฤดูก็หน้าฝนไง หากฝนตกหนักทีไร ก็มักเห็นน้ำท่วมทุกที "เอ่อ...แล้วปีนี้จะน้ำท่วมกรุงฯไหมฮับ" อ้าว...ไหง ถามกลับมางี้ละจ๊ะ ไม่สังเกตเรอะว่าทุกปีเราเคยเห็นน้ำท่วมยังไง ปีนี้ก็คงเป็นงั้นนั่นแหละ

ก็หวังนะฮ้า ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมได้เตรียมตัวไว้พร้อมรับมือกับปัญหานี้กันแล้ว เพราะถนนหนทางใน กทม.หลายแห่ง หากฝนตกหนักขึ้นมาทีไร มักเกิดน้ำท่วมขังได้ง่าย หากไม่มีแผนรับมือน้ำท่วมอย่างทันท่วงทีละก็ เกรงว่าผู้ใช้รถใช้ถนนในยามฝนตกจะลำบากลำบนกันน่ะสิ ยิ่งน้ำท่วมมักทำให้การจราจรติดขัด และทำให้ใครๆเดินทางไปไหนมาไหนไม่สะดวกซะด้วยสิ

จึงอย่านิ่งดูดายกับปัญหาน้ำท่วมเชียว ไงๆก็ขอให้ช่วยตรวจสอบและปรับปรุงท่อระบายน้ำให้น้ำไหลออกได้อย่างรวดเร็วทีเถิด เพื่อว่าน้ำจะได้ไม่ท่วมขังเป็นเวลานานๆไง แล้วบ้านไหนที่รู้ตัวว่าน้ำอาจท่วมเข้าบ้านได้ง่ายก็ควรป้องกันด้วยการวางกระสอบทรายกันน้ำไว้ซะ หรือจะย้ายบ้านซะเลยก็ทำเข้า

แล้วว่ามะ การใช้ชีวิตในช่วงหน้าฝนเนี่ย ก็ไม่ง่ายเอาซะเลย เพราะพวกเรายังเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นกันจังในฤดูนี้ซะด้วยนะ เช่น แพ้อากาศ, เป็นหวัดไอจามและเจ็บคอ, โรคไข้หวัดใหญ่, โรคตาแดง, โรคฉี่หนู, โรคไข้เลือดออก แล้วไหนจะโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันอีกล่ะ จึงอยากชวนให้พวกเรารักษาสุขภาพกันเป็นพิเศษ จะได้เอาตัวรอดจากโรคภัยไข้เจ็บทั้ง หลายกันไงล่ะ

ดังนั้น การใช้ชีวิตในหน้าฝนนี้ จึงอยากแนะให้ 1. พกร่มติดตัวไว้เสมอ ถ้าฝนตกเมื่อไหร่จะได้งัดร่มออกมาใช้ได้ทันท่วงที หรือพกหมวกไว้ด้วยก็ได้ 2. ควรหลีกเลี่ยงการสวมเสื้อหรือกางเกงสีขาวบาง ซึ่งหากโดนฝนแล้วจะทำให้เห็นไปถึงไหนๆ แบบทะลุทะลวง

เห็นไปถึงชุดชั้นใน โอ๊ยหยั่งงี้ไม่ไหวนะ เดี๋ยวเจอพวกหื่นแล้วจะหนีไม่ทันนะเฟ้ย 3. หากต้องลุยน้ำท่วม พอลุยเสร็จก็ต้องไปล้างขาให้สะอาด หรืออาบน้ำซะเลยจะได้ขจัดสิ่งสกปรกออกไป 4. สวมเสื้อผ้ารักษาร่างกายให้อบอุ่นเข้าไว้ ออกกำลังกายมั่งก็ดี ร่างกายจะได้มีภูมิต้านทานโรค และควรดื่มน้ำสะอาดด้วยล่ะ เตือนเพราะรักนะเนี่ย.

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ฝากเนื้อฝากตัว

สวัสดีครับ ผมเพิ่งหัดเล่น blog ยังไงก็ฝากเนื้อฝากตัว เอามาดูมาชมกันบ้างนะครับ