วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ขึ้นทะเบียน 'ศิลปะมวยไทย' มรดกล้ำค่าภูมิปัญญาวัฒนธรรม

ศิลปะมวยไทย มรดกทางวัฒนธรรมของไทยกำลังเป็นที่กล่าวขานอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นทางวัฒนธรรม มีมติเห็นชอบให้ประกาศ ขึ้นทะเบียนศิลปะมวยไทย เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และมีการจัดทำตำรามวยไทยแห่งชาติขึ้น เพื่อใช้ในการเรียนการสอนภายในประเทศ และต่างประเทศ โดยให้มีท่วงท่าที่ถูกต้องเหมาะสมไม่ผิดเพี้ยน ซึ่งในการนี้ไม่เกี่ยวกับมวยไทยที่เป็นกีฬาแข่งขัน

มวยไทย ศิลปะป้องกันตัวของไทยที่มีคุณลักษณะในการใช้อวัยวะทั้ง หมัด ศอก เข่า แข้ง ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ศีรษะ ตลอดจน ลำตัว เรียกได้ว่าแทบจะใช้ทุกส่วนของร่างกายในการต่อสู้ นับเป็นศิลปะประจำชาติที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว

ไม่เพียงเท่านั้น มวยไทย ยังมีศิลปะอีกแขนงหนึ่งซ่อนอยู่ นั่นคือ การไหว้ครู ซึ่งเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมาอย่างเคร่งครัด และสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

สมศักดิ์ แสนยากร อดีต ผู้ฝึกสอนมวยสากลยอดเยี่ยม 3 ปี สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬา ในฐานะเทรนเนอร์ค่ายมวย ป.เปาอินทร์ และ ส.แสนยากร ให้ความรู้เกี่ยวกับการไหว้ครูให้ฟังว่า การฝึกมวยไทย ไม่ว่าจะเป็นกับครูท่านใดหรือของสำนักใดก็ตาม สิ่งแรกที่จะได้รับการถ่ายทอด คือ การไหว้ครู เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ของครูท่านนั้น หรือที่มักเรียกกันติดปากว่า ครูมวย

“สมัยก่อน การรับกันเป็นลูกศิษย์กับครูนั้นจะต้อง มีการยกครู โดยศิษย์จะนำ ดอกไม้ ธูป เทียน ผ้าขาวม้า เหล้า มาไหว้ครู ซึ่งการไหว้ครูของครูมวยแต่ละคน แต่ละค่าย จะมีลีลา ท่าร่ายรำที่แตกต่างกันไป เมื่อเห็นท่าไหว้ครูจะรู้ได้เลยว่านักมวยคนนี้เป็นศิษย์ค่ายใด หรือใครเป็นครูมวยให้ ทำให้นักมวยสมัยก่อน ที่มีท่าไหว้ครูเหมือนกันจะไม่ยอมชกกัน เพราะเข้าใจว่า มีครูมวยคนเดียวกัน”

การไหว้ครูจะมีท่ารำอยู่หลายท่าตามแต่ครู หรือค่ายนั้นจะแต่งเติมเข้าไป อาทิ ท่าหงษ์เหิร ท่าพระรามแผลงศร ท่าสอดสร้อยมาลา ท่ายูงรำแพน ท่าพยัคฆ์ด้อมกวาง ท่าสาวน้อยประแป้ง ท่าเสือลากหาง ท่ายูงฟ้อนหาง แต่ในปัจจุบันท่าไหว้ครูที่นิยมมากที่สุดคือ การไหว้ครูด้วยท่า “พรหมสี่หน้า”

“เริ่มจาก หันหน้าไปทางมุมของคู่ชก นั่งคุกเข่าลงบนส้นเท้าโดยให้เท้าขวาทับเท้าซ้าย ลำตัวตรงพร้อมกับพนมมือระดับอก ทางมวย เรียกว่า ท่าเทพพนม จากนั้น โค้งตัวลงก้มไปข้างหน้าพร้อม ๆ กับกำหมัดคว่ำเหยียดแขนตรงลง ในระดับอก แล้วลากมือทั้งสองมาไว้ตรงกลางกำหมัดหงาย ให้หลังมือสัมผัสพื้น ท่านี้เรียกว่า ท่าไหว้แม่พระธรณี”

จากนั้น ยกตัวขึ้นแล้วโค้งตัวเล็กน้อยพร้อม ๆ กับแยกแขนทั้งสองข้างออกจากอกโดยกางแขนออกในลักษณะตะแคงหมัดให้ฝ่ามือออกมาด้านหน้า แล้วลากมือกลับเข้าหากันพนมมือที่อก เรียกว่า ท่ากอบธรณีสู่อก ต่อด้วยการถวายบังคมเงยหน้าบูชาเทพ ด้วยการ เอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อยพร้อมกับเงยหน้า ยกมือขึ้นไหว้เหนือหน้าผากที่มีลักษณะเหมือนท่าถวายบังคมแล้วลดมือลงมาพนมระดับอกเหมือนเดิม

ถัดมา เป็น ท่าถวายบังคม ครั้งที่ 1 จะเริ่มจาก ยกตัวขึ้นโค้งตัวไปข้างหน้า พร้อมกับวาดแขนทั้งสองข้างเป็นวงกว้างออกจากกันไปด้านข้าง ส่งมือไปด้านหลังแล้วม้วนข้อมือเพื่อหงายฝ่ามือขึ้น จากนั้นลากมือทั้งสองเป็นวงเดิมกลับมาด้านหน้าลำตัวอีกครั้ง คว่ำหมัดให้หลังมือแตะกันก่อนที่มือจะสัมผัสพื้น เมื่อฝ่ามือ ทั้งสองข้างสัมผัสกับพื้นแล้วให้หงายฝ่ามือขึ้นลากแขน เข้าหาตัว สำหรับท่านี้เรียกว่า กวักธรณีขึ้น จากนั้นยกมือทั้งสองพนมมือเข้าหาตัวไว้ที่อก ตอนนี้เรียกว่า ท่ากอบธรณีเข้าหาอก ตรงนี้เป็นอันจบท่าการถวายบังคมครั้งที่ 1

ต่อมา เป็นการถวายบังคมครั้งที่ 2 นั่งคุกเข่าขวาทับซ้ายอย่างเดิม พนมมือ เงยหน้า ขยับตัวไปด้านหลัง เล็กน้อยแล้วยกมือขึ้นไหว้เหนือหน้าผากเป็นท่าถวายบังคม แล้วลดมือลงมาพนมระดับอกเหมือนเดิม หลังจากนั้น จะเริ่มไหว้ท่าถวายเหมือนกับท่าถวายบังคมครั้งที่ 1 ซึ่งจะเป็น การไหว้ถวายบังคมเป็นครั้งที่ 3

ขั้นตอนต่อไป นั่งงอเข่าซ้ายบนส้นเท้าแล้วยกเข่าขวาขึ้น ให้แขนขวากำหมัดวางลงบนเข่าขวา ส่วนมือซ้ายคว่ำหมัดไว้บนมือขวา จากนั้น โค้งตัวพร้อมขาขวาไปข้างหน้า ส่วนขาซ้ายเหยียดไปด้านหลัง งอเข่าซ้ายให้ปลายเท้ายกขึ้นจากพื้นเล็กน้อย แล้วควงหมัดจากข้างหลังมาข้างหน้า 3 รอบ

ต่อจากนั้น นั่งท่าเดิม ยกมือขวาขึ้นกำหมัดออกด้านหน้าแล้วโค้งตัวมาข้างหน้า ควงหมัดจากข้างหน้าไปข้างหลัง 3 รอบ ขั้นตอนการไหว้ในส่วนนี้เรียกว่า ท่าปฐม

ต่อมา ลุกขึ้นยืนเท้าชิดกันพนมมือไว้ที่อก ยกเข่าขวาขึ้นพร้อมกับเช็ดส้นเท้ากับพื้นไปข้างหน้า แล้วเอียงตัวไปทางขวา จากนั้น วางเท้าขวาลงบนพื้นแล้วก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าโดยที่ยังพนมมืออยู่

ในจังหวะต่อมาให้ยก เข่าซ้ายขึ้นขนานกับพื้นแล้วควงหมัด 3 รอบ วางเท้าซ้ายลงบนพื้นเช็ดส้นเท้าขวากับพื้นข้างหน้าแล้วยกเข่าขวาขึ้นพลิกตัวกลับหลังหันไปยังมุมตรงข้าม

จากนั้น ยกเท้าซ้ายขึ้นให้ต้นขาขนานกับพื้นอีกแล้วควงหมัด 3 รอบ วางเท้าซ้ายลงบนพื้นเช็ดส้นเท้าขวากับพื้นข้างหน้าแล้วยกขาขวาขึ้นพลิกตัวกลับเข้าหามุมของตัวเองในท่าพนมมือ

ถัดมา เช็ดส้นเท้าขวาไปกับพื้นข้างหน้าแล้วยกเข่าขวาขึ้น พลิกลากตัวหันหน้าไปยังมุมคู่ต่อสู้ จากนั้น ก้าวเท้าซ้ายลากเท้าขวาชิดเท้าซ้าย แล้วก้าวเท้าซ้ายต่อไปในลักษณะเฉียงออกด้านข้างซ้าย พร้อมกับควงหมัดไปพร้อมกับก้าวเท้าขวา แล้วก้าวเท้าซ้ายมาชิดกับเท้าขวาแล้วก้าวเท้าขวาออกเฉียงไปด้านข้างขวา พร้อมกับควงหมัดไปด้วย การรำมวยในลักษณะอย่างนี้เรียกว่า ท่าย่างสามขุม ก้าวอย่างนี้ไป จนเกือบถึงมุมคู่ต่อสู้ จากนั้น หยุดแล้วชิดเท้าเพื่อคำนับคู่ต่อสู้ แล้วเดินกลับมายังมุมของตัวเอง เป็นอันเสร็จสิ้นการไหว้ครูแบบพรหมสี่หน้า

วัตถุประสงค์ของการไหว้ครูมีไว้เพื่อให้นักมวย ได้ รำลึกถึงครูบาอาจารย์ที่ประสาทวิชาให้ คำสั่งสอน เพื่อความเป็นสิริมงคลทำให้เกิดสมาธิและความเชื่อมั่น เป็นการรวบรวมสติ จิตใจ จะได้นิ่ง ไม่ไหวหวั่น รวม ทั้ง จะได้ คลายความตื่นเต้น ได้หายใจยาว ๆ ลดความตื่นเต้นลง

ทางด้านร่างกาย เป็นการอบอุ่นร่างกาย เพื่อยืดเส้นยืดสายให้กับกล้ามเนื้อก่อนขึ้นชก ตลอดจน สำรวจพื้นที่ เพราะสมัยก่อน ชกกันบนลานดิน บางมุมอาจเป็นหลุม เป็นหิน เป็นบ่อ บางมุมไม่ราบเรียบ จะได้รู้พื้นที่ ถ้าตรงไหนเป็นหลุม เป็นบ่อ เมื่อล้ม เซ จะได้ไม่เข้าไปตรงนั้นเพราะขาอาจจะพลิก เกิดอันตราย อยู่ในตำแหน่งที่เสียเปรียบได้

อีกทั้ง การไหว้ครูยังเป็นการข่มขวัญคู่ต่อสู้ เพราะในขณะที่เดินไหว้ในท่วงท่า ต่าง ๆ นั้น เป็นการอวด ความแข็งแกร่งของร่างกายไปในตัว “เมื่อเดินนักมวยที่ดีจะต้องกวาดตาดูท่าทางของคู่ต่อสู้ด้วย ว่ารูปร่างเขาเป็นอย่างไร มีจุดอ่อน จุดแข็งตรงไหน จะได้ตั้งรับ และตอบโต้ได้ถูกตำแหน่ง”

ครูมวย ทิ้งท้ายเคล็ดลับของการเป็นนักมวยว่า มวยไทยต้องฝึกจากการเดินย่างสามขุม ให้ดี ให้คล่อง เสียก่อนเป็นอันดับแรก เพราะจะทำให้ท่าทางในการชกสวยงาม การยืน การถอย จะทะมัดทะแมง สามารถหลบหลีก หรือรุก ได้อย่างถูกจังหวะ เพราะมวยไทย มีทั้งรุกและรับ มีทั้งปัดและป้อง

“ถ้าเป็นมวยถนัดซ้าย ให้เอาขาซ้ายไว้ด้านหลัง แต่ถ้าเป็นมวยขวาให้เอาขาขวาไว้ด้านหลัง ฝึกเดินให้คล่อง เพราะจะทำให้การฝึกต่อในท่าอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น หากฝึกเดินย่างสามขุมไม่คล่อง ทำได้ไม่ดี การเดิน การถอย การแตะ การออกหมัดจะไม่ทะมัดทะแมง เดินไม่เป็น ถอยไม่ถนัด ขาอาจพันกันล้มได้ง่าย”

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของศิลปะที่ชื่อว่า “มวยไทย” ยังมีเรื่องราวในภูมิปัญญาแขนงนี้อีกมากมายที่บรรพ บุรุษได้สะสมไว้ให้กับลูกหลานไทย...มาร่วมกันอนุรักษ์ ศิลปะมวยไทย ภูมิปัญญาของไทยที่มีทั้งความแข็งแกร่ง เร้าใจ ไปพร้อม ๆ กับท่วงท่าที่สวยงามให้คงอยู่ ผืนแผ่นดินของเราตราบนานเท่านาน.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น