วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เทคโนโลยีใหม่แก้ปัญหาสายตา 'เลสิกไร้ใบมีด'ปลอดภัยไม่เจ็บตัว

ปัญหาสายตาสั้น ยาว และเอียงเป็นปัญหาที่ใครหลายคนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะสร้างความรำคาญใจและเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตประจำวัน หลายคนจึงจำเป็นต้องเลือกวิธีในการบรรเทาปัญหาเหล่านี้ด้วยการเลือก ใส่แว่นตา เพราะปลอดภัยสูง แม้จะดูแก่ก่อนวัยก็ตาม แต่บางคนก็เลือกที่ความสวยงามจึงใช้คอนแทคเลนส์ ซึ่งต้องคอยดูแลมากเป็นพิเศษใน การถอดเปลี่ยนทำความสะอาดบ่อย ๆ ทำให้มีปัญหาเรื่องความสกปรก และอาจมีผลร้ายแก่ดวงตาได้

การแก้ไขสายตาด้วยวิธี เลสิก จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ล่าสุด ศูนย์การรักษา สายตา เลเซอร์วิชั่น ได้นำเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า “เฟมโต เซคเคินด์ เลสิก” (Femto-second LASIK) ที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา เข้ามารักษาผู้ป่วยเป็นสถานที่แรกในเมืองไทย โดย รศ.นพ.อนันต์ วงศ์ทองศรี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำเลสิก ให้ความรู้ ว่า ปกติแล้วการแก้ไขปัญหา สายตามีวิวัฒนาการเริ่มจากการแก้ไขสายตาด้วยวิธีใช้ เลเซอร์ยิงไปที่กระจกตา มีข้อเสียตรงที่แผลหายช้า เจ็บทรมานหลายวัน พักฟื้นนาน ต่อมาจึงพัฒนามาเป็นเลสิก แตกต่างกันตรงที่เลสิกมีการแยกชั้นกระจกตา ทำให้แผลหายเร็ว ไม่เจ็บ พักฟื้นเร็ว แทบจะกลับมามองเห็นได้ในวันรุ่งขึ้น

โดยการรักษาด้วยเลสิก เริ่มแรกจะสามารถรักษาได้เฉพาะสายตาสั้น ต่อมาพัฒนาไปอีกทำให้แก้ไขได้ทั้งสายตาสั้นและเอียง และพัฒนาต่อไปจนสามารถรักษาได้ทั้งสายตาสั้น เอียง และยาว ส่วนเครื่องมือก็พัฒนาจากการที่แก้สายตาได้ธรรมดาก็ทำได้สูงขึ้น ลดปัญหาแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น การเกิดแสงกระจาย คุณภาพ ในการมองเห็น การมองเห็นในที่มืด ในที่สภาพแสงแตกต่างกัน ซึ่งมีการปรับปรุงให้ผลของการรักษาดีขึ้น

จนกระทั่งปัจจุบันพัฒนาเครื่องมือแยกชั้นกระจกตา จากเป็นใบมีดเป็นเลเซอร์ชนิดพิเศษที่มีความละเอียดมาก เรียกว่า “เฟมโตเซคเคินด์ เลสิก” ที่มีการพูดถึงมาเกือบ 10 ปีแล้ว ในการประชุมจักษุแพทย์นานาชาติแต่ยังไม่มี การใช้กันอย่างแพร่หลาย จนกระทั่งเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา มีเรื่องของการใช้เครื่องมือ ที่เริ่มได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้เป็นที่นิยมมากขึ้น โดยผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านสายตาในต่างประเทศแถบยุโรปกว่าครึ่งใช้วิธีรักษาแบบ นี้แล้ว

อย่างไรก็ตามการรักษาแบบ “เฟมโตเซคเคินด์ เลสิก” มีหลายระดับและหลายชนิด แต่ในประเทศไทยเรา ใช้ตัวนี้เพราะว่า ใช้พลังงานต่ำและทำให้กระทบกระเทือนต่อกระจกตาน้อย มีมาตรการยิง ที่เร็ว 10-100 เท่า ได้ความ ละเอียดเยอะขึ้น ทำให้การแยกชั้นกระจกตาออกมาสมบูรณ์ ได้ง่าย และผลที่ตามมาคือทำให้แผลหายเร็วกว่าปกติ การมองเห็นกลับมาเร็วขึ้น มีระยะพักฟื้นสั้นลงเพียง 1-2 วัน ส่งผลให้คุณภาพของการมองเห็นดีขึ้น ตามไปด้วย

การแก้ไขปัญหาสายตาไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำเลสิกได้ แต่ส่วนใหญ่ประมาณ 90 เปอร์ เซ็นต์สามารถทำได้ และที่เหลือสาเหตุที่ทำไม่ได้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกมีโรค เช่น เป็นต้อหิน ตาแห้งรุนแรงเรื้อรัง จอประสาทตาผิดปกติ ต้อกระจก กระจกตาผิดปกติ ทำไปแล้วไม่ดี คือ ไม่ได้ทำให้การมองเห็นดีขึ้นหรือทำให้โรคที่เป็นอยู่แย่ลง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งไม่มีโรคอะไร แต่ระดับสายตาไม่เหมาะที่ จะทำ เช่น สายตาสั้น 2,000-3,000 หรือสายตาเอียง 1,000 หากทำไปแล้วไม่ปลอดภัย เพราะหลักการทำเลสิกคือ ใช้วิธีฝนหรือขัดเกลาให้กระจกตามีความโค้งอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสภาพตาของ คน ๆ นั้น ถ้าสั้น ยาว หรือเอียงมากเราต้องเปลี่ยนมากหรือมีการขัดเกลากระจกตามากจะทำให้บางเกินไปหรือผิดรูปเกินไป ส่งผลให้ไม่ปลอดภัยและตามมาด้วยปัญหาต่าง ๆ มากมาย เช่น ความผิดรูปของกระจกตาที่เยอะเกินไปหรือถ้าทำในกรณีที่ไม่ควรทำอาจทำให้ตาบอดได้

สำหรับผลข้างเคียงทั่ว ๆ ไป รศ.นพ.อนันต์ บอกว่า อันดับแรกคือ ตาแห้ง แต่มักรักษาได้ด้วยการหยดน้ำตาเทียมแต่จะเป็นแค่ช่วงเดือนแรก ๆ และจะค่อย ๆ หายไป และต่อมาคือการมองไม่ชัดในเวลากลางคืนหรือมีแสงกระจายเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่พบมากสมัยแรก ๆ แต่ต่อมาได้มีการแก้ไขปรับปรุงพัฒนามาเรื่อย ๆ เปลี่ยนเป็น ระบบการรักษาที่ใช้เทคโน โลยีที่สูงขึ้น การปรับความโค้ง ของกระจกตาให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด หรือปัจจุบันการแยกกระจกตาด้วยแสงเลเซอร์ทำให้แม่นยำมากขึ้น สามารถกำหนดพื้นที่ในการยิงเลเซอร์ได้เต็มที่มากขึ้น จะลดปัญหาแสงกระจายได้

ทั้งนี้การรักษาด้วยวิธีเลสิก เป็นวิธีการรักษาแบบหนึ่งที่เทียบเคียงกับแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ เพียงแต่เป็นการ ทำให้เป็นดวงตาของเราเอง ถ้าไม่ดูแลให้ดีก็มีโอกาสกลับมาสั้นอีกได้เช่นกัน เหมือนการที่เราใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์เวลาที่ไปตัดแว่นหรือคอนแทค เลนส์จะมีการสั้นเพิ่มขึ้นทำให้ต้องไปตัดใหม่ วิธีเลสิกจึงมีโอกาสที่จะเป็นได้อีก โดยสาเหตุ ขึ้นอยู่กับอายุด้วย

ดังนั้นเราจึงเลือกทำในผู้ป่วยที่อายุอย่างน้อย 18 ปี ขึ้นไปที่พบว่าสายตาคงที่แล้ว เช่น ใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์ เบอร์เดิมมานานแล้วและไม่ต้องเปลี่ยนก็ยังเห็นชัดอยู่ ซึ่งไม่นิยมทำในเด็กอายุน้อยกว่า 6-8 ขวบ เพราะสายตาจะสั้นขึ้นทุกปี หากทำแล้วจะต้องมาทำซ้ำใหม่อีก และหลังรักษาแล้วผู้ป่วยควรใช้สายตาอย่างทะนุถนอม เช่น ไม่ควรใช้คอมพิวเตอร์นานเกินไป อ่านหนังสือในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอและพักสายตาบ่อย ๆ จะช่วยได้ ซึ่งการทำเลสิก เฉพาะสายตาสั้นหรือเอียงเป็นการรักษาที่ถาวรสามารถอยู่ได้นาน 12-13 ปี ยกเว้นสายตายาวจะเป็นไปตามอายุที่ไม่เคยนิ่ง แต่เราสามารถรักษาซ้ำหรือแก้ไขได้

การทำเลสิกแบบ “เฟมโตเซคเคินด์ เลสิก” จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหาสายตาอีกทางเลือกหนึ่ง ที่หากใครสนใจสามารถ ปรึกษาแพทย์ได้ โดยการเตรียมตัวในการรักษาสายตาไม่ยุ่งยาก สำหรับคนที่ใส่คอนแทคเลนส์อาจจะมีคำแนะนำเพิ่มเติม คือ ต้องถอดคอนแทคเลนส์ประมาณ 7-14 วัน ก่อนที่จะตรวจเพราะเลนส์จะทำให้กระจกตาผิดรูปผิดร่างไปในระดับหนึ่งผลการตรวจอาจไม่แม่นยำ และเมื่อเราตรวจและได้ข้อมูลที่ดีพอ สุดท้ายการตัดสินใจจะทำหรือไม่ทำไม่ได้ขึ้นอยู่กับหมอหรือใคร แต่อยู่ที่เราเองที่จะตัดสินใจเลือกวิธีที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง.

เคล็ดลับสุขภาพดี : ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงกับการออกกำลังกายที่เหมาะสม

การออกกำลังกายเปรียบเสมือนยาวิเศษที่หาซื้อไม่ได้ ซึ่งมีหลายคนไม่ชอบออกกำลังกายและมักจะมีข้ออ้างต่าง ๆ นานา เช่น ไม่มีเวลาบ้าง ไม่มีสถานที่บ้าง มีปัญหาสุขภาพบ้าง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการออกกำลังกาย แต่เราเองก็ต้องไม่ลืมว่า การออกกำลังกายนั้นมีผลดีต่อสุขภาพมากกว่าผลเสีย

“ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงหากออกกำลังกายจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก โดยจะสามารถควบคุมโรคได้ จากผลการศึกษาพบว่า การออกกำลังกายควบคู่กับการทานยาอย่างต่อเนื่องประมาณ 3-5 เดือน จะช่วยลดความดันได้ 5-10 มิลลิเมตรปรอท”

พญ.สุภัค กาญจนาภรณ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ อธิบายถึงประโยชน์ของการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ส่วนมาก ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมักเข้าใจผิดคิดว่าตนเองไม่สามารถออกกำลังกายได้ เนื่องจากจะทำให้ความดันสูงขึ้นอีก แต่ความจริงแล้วการออกกำลังกายความดันจะเพิ่มขึ้นอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ แต่หากนั่งพักความดันก็จะลดลง โดยเราสามารถออกกำลังกายแบบเบา ๆ ได้ เช่น การเต้นแอโรบิก การเดิน การว่ายน้ำ รำมวยจีน โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาทีต่อวัน หากใครเพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกายควรเริ่มที่ 10-15 นาทีก่อนจากนั้นจึงค่อยเพิ่มจำนวนขึ้น แต่อย่าให้มีอาการเหนื่อยมากจนพูดไม่ออก

การออกกำลังกายที่หนักเกินไปและไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่ การออกกำลังกายที่ต้อง ใช้แรงต้านมาก ๆ หรือ แรงบีบเค้น เช่น การยกน้ำหนัก การวิ่งเร็ว ๆ การปะทะหรือการต่อสู้ และหากผู้ป่วยที่มีความดันตัวบนมากกว่า 200 และตัวล่าง 100 ควรงดออกกำลังกายและปรึกษาแพทย์เพื่อรับประทานยา ปรับความดันให้ลดลงเสียก่อน เมื่ออยู่ในเกณฑ์ที่สามารถออกกำลังกายได้ จึงค่อยเริ่มออกกำลังกายแบบเบา ๆ ไม่ใช่ห้ามออกกำลังกายแบบถาวรที่เราเข้าใจผิดกัน

คุณหมอสุภัค แนะนำผู้ป่วยที่ต้องการจะออกกำลังกายด้วยว่า เริ่มแรกควรปรึกษาแพทย์เพื่อเช็กระดับความดันก่อนและหลังออกกำลังกาย เนื่องจากความดันจะไม่เท่ากัน โดยเฉพาะเวลาช่วงเช้าและเย็น เพราะบางคนช่วงเช้าจะความดันต่ำและช่วงเย็นสูง ก็ควรออก กำลังกายในช่วงเช้า ซึ่งแต่ละคนจะสูงต่ำแตกต่างกันออกไป และควรออกกำลังกายหลังอาหารไม่ต่ำกว่า 1-2 ชั่วโมง

นอกจากการออกกำลังกายที่ดีและเหมาะสมจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว ผู้ป่วยควรหมั่นหากิจกรรมทางกายทำเพิ่มเติม เช่น ล้างรถ ทำสวน เดินใกล้ ๆ แทนการขับรถ และควรดูแลเรื่องอาหารการกินด้วย เช่น ไม่ควรทานเค็มมากเกินไปเพราะจะทำให้ความดันสูงขึ้นอีก เป็นต้น.

สรรหามาบอก

- คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมฟังการบรรยายความรู้สู่ประชาชนเรื่อง “เวียนศีรษะโลก (โรค) หมุน” ใน วันพุธที่ 28 กรกฎาคม 2553 ตั้งแต่เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้องประชุมอรรถสิทธิ์ฯ อาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ ชั้น 5 สอบถามข้อมูลหรือสมัครเข้ารับฟังการบรรยายได้ที่ โทร. 0-2201-1091-3 หรือ 0-2201-2355 (ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น)

- โรงพยาบาลลานนา ขอเชิญร่วมงานวิชาการสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เรื่อง “ท่วงท่าสำคัญลดอาการปวดหลังในหญิงมีครรภ์” โดยหัวหน้าแผนกกายภาพบำบัด ทำหน้าที่เป็นวิทยากร ใน วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม 2553 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ลานจัดกิจกรรม แผนก OPD อาคาร A โรงพยาบาลลานนา สำรองที่นั่งฟรีได้ที่ โทร. 0-5399-9755-7

- มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมฟังสัมมนาเรื่อง “มะเร็งปอด ภัยร้ายใกล้ตัว” โดย นพ.ฉันชาย สิทธิพันธ์, พญ.สุดสวาท เลาหวินิจ, ผศ.นพ.วิเชียร ศรีมุนินทร์นิมิต และ นพ.ธัช อธิวิทวัส ใน วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม 2553 เวลา 09.30-12.00 น. ณ ห้อง Lotus ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้สนใจเข้าร่วมงานสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ โทร. 0-2439-4600 ต่อ 8204 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น