วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เกาหลีใต้เปิดตัวอินเทอร์เน็ตไร้สายเร็วที่สุดในโลก

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

           เกาหลีใต้เปิดตัวอินเทอร์เน็ตไร้สายเร็วที่สุดในโลก เร็วกว่า 3G ถึง 10 เท่า และเร็วกว่า 4G ถึง 2 เท่า ใช้ได้ภายในกรุงโซล ก่อนเตรียมขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

            เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2556 เว็บไซต์เดลี่เมลของอังกฤษ รายงานว่า บริษัทเอสเค เทเลคอม ของเกาหลีใต้ ได้เปิดตัวเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สายที่เร็วที่สุดในโลก ที่มีชื่อว่า "แอลทีอี แอดวานซ์"ซึ่งมีความเร็วมากกว่าระบบ 3G ถึง 10 เท่า และเร็วกว่าระบบ 4G ถึง 2 เท่า

           รายงานระบุว่า ผู้ที่ใช้งานแอลทีอี แอดวานซ์ จะสามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้เร็วกว่าโครงข่ายแอลทีอีแบบเดิมถึง 2 เท่า อีกทั้งยังมีความเร็วมากกว่าระบบ 3G ถึง 10 เท่า ทำให้สามารถถ่ายโอนข้อมูลกว่า 150 เมกะบิตต่อวินาที และยังดาวน์โหลดภาพยนตร์ขนาด 800 เมกะไบต์ได้ในเวลาแค่เพียง 43 วินาทีเท่านั้น ทั้งนี้แม้ว่าการดาวน์โหลดข้อมูลต่าง ๆ ของ แอลทีอี แอดวานซ์ จะมีความเร็วมากที่สุดในโลก แต่ในขณะเดียวกันการอัพโหลดข้อมูลก็ยังคงมีความเร็วเทียบเท่ากับแอลทีอีแบบเก่า ซึ่งมีความเร็วอยู่ที่ 37.5 เมกะบิตต่อวินาที

            สำหรับเทคโนโลยีนี้ใช้ได้ภายในกรุงโซล รวมถึงเมืองที่อยู่โดยรอบเท่านั้น ก่อนที่จะมีการขยายพื้นที่ให้บริการต่อไปในอนาคต โดยในขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนใช้งานเทคโนโลยีแอลทีอีในเกาหลีใต้มากถึงร้อยละ 60 จากจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั้งหมด 33 ล้านเครื่อง ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้คาดว่า เทคโนโลยีนี้จะเติบโตอย่างรวดเร็วในอนาคต พอ ๆ กับการขยายตัวของระบบ 4G และภายในสิ้นปีนี้ประชาชนจาก 87 ประเทศทั่วโลกจะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีแอลทีอีได้เช่นกัน

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Camera : เชิญพบกล้อง 870 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ 116 ตัว มาพร้อมน้ำหนัก 3 ตัน!!

หากออพติมัสไพร์มจะเล่นกล้องบ้าง คงต้องหันมาลองกล้องตัวนี้ที่มีชื่อว่า Hyper Suprime-Cam ซึ่งมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ความละเอียด 870 ล้านพิกเซล ที่มีขนาดความใหญ่ของเซ็นเซอร์ 3 เมตร แถมด้วยน้ำหนักตัวกว่า 3 ตัน มีการนำเอาเซ็นเซอร์ CCD มาใช้กับกล้องตัวนี้ถึง 116 ตัว ซึ่งติดตั้งบนระนาบโฟกัสของกล้องที่มีอุณหภูมิ -100 เซลเซียส
กล้องตัวนี้เป็นกล้องที่ออกแบบมาเพื่อการถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งชาติ ประเทศญี่ปุ่น โดยสามารถเก็บภาพสสารต่างๆที่มืดมิดในอวกาศเพื่อการศึกษาทางดาราศาสตร์ครับ
บทความโดย : น้าป๋วย TechXcite
ที่มา : Petapixel

10 ข้อดีของการอ่าน ยิ่งรู้ยิ่งต้องอ่านเลย

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

            จริง ๆ แล้วหนังสือก็เปรียบเสมือนปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตเรา เพราะถือเป็นอาหารสมองที่จะช่วยบำรุงความรู้ และประเทืองปัญญาให้เราได้เป็นอย่างดี แต่พอได้เห็นสถิติการอ่านหนังสือของคนไทยแล้วก็ต้องถอนหายใจดังเฮ้อ ก็ตัวเลขสถิติที่ออกมามันช่างน้อยแสนน้อยเสียจนน่าใจหาย วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยขอนำเสนอ 10 ข้อดีของการอ่านมาให้ได้รู้กัน เผื่อจะช่วยกระตุ้นให้คนไทยอยากอ่านหนังสือกันมากขึ้นค่ะ

               1.กระตุ้นการทำงานของสมอง

            สมองก็เป็นอวัยวะอย่างหนึ่งในร่างกาย ที่ต้องการการออกกำลัง เพื่อรักษาประสิทธิภาพในการทำงานให้ลื่นไหลไม่ติดขัดอยู่เสมอ และจากการวิจัยทางการแพทย์ก็พบว่า การอ่านหนังสืออยู่เสมอจะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง และกระตุ้นกระบวนการคิด ทำให้ห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์ และโรคความจำเสื่อม เพราะการใช้สมองคิดตามสิ่งที่อ่าน จะทำให้สมองได้ทำงานอยู่ตลอดนั่นเอง

               2.ลดความเครียด

            ไม่เพียงแต่กระตุ้นการทำงานของสมอง แต่การอ่านหนังสือยังมีข้อดีที่น่าสนใจอย่างช่วยลดความเครียดได้ด้วย โดยนักจิตวิทยาได้แนะนำว่า การอ่านหนังสือนิยาย หรือหนังสือที่เราชอบในช่วงเวลาที่มีความเครียดจากงาน หรือสิ่งที่เจอในชีวิตประจำวัน จะทำให้ความเครียดที่มีอยู่หายไปได้ เพราะเมื่อเรามีสมาธิในการอ่านหนังสือที่อยู่ในมือ เราก็จะลืมเลือนเรื่องที่กำลังกังวล หรือเรื่องที่กำลังเครียดอยู่โดยอัตโนมัติ เผลอ ๆ ข้อคิด หรือมุมมองดี ๆ ที่ได้จากหนังสือ ก็อาจจะช่วยให้เรื่องที่กำลังเครียดอยู่กลายเป็นเรื่องสิว ๆ ไปเลยก็ได้

               3.ให้ความรู้

            แน่นอนอยู่แล้วว่าเมื่อเราอ่านหนังสือ เราก็จะได้ความรู้ หรือข้อคิดอะไรบางอย่างกลับมา และไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือที่อัดแน่นไปด้วยสาระความรู้เสมอไป หนังสือนิยายรักหวานแหว หรือหนังสือการ์ตูน ก็สามารถให้อะไรกับเราได้ไม่มากก็น้อยเช่นกัน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องให้ความบันเทิงกับเราล่ะ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นหนังสือประเภทไหน ก็หยิบมาอ่านเถอะค่ะ รับรองว่ายังไงก็ได้ประโยชน์แน่นอน

               4.ได้สำนวนภาษา

            หากลองสังเกตดี ๆ จะรู้ว่า การอ่านหนังสือนั้นช่วยให้เราได้เรียนรู้สำนวนภาษา คำศัพท์ วิธีการพูดอย่างสละสลวย นุ่มนวล ยิ่งถ้าได้อ่านหนังสือภาษาต่างประเทศ หรือหนังสือแปล เราก็จะมีโอกาสได้เรียนรู้คำศัพท์ และสำนวนใหม่ ๆ ไม่รู้จักจบสิ้น ไม่เชื่อลองสังเกตสำนวนการพูดหรือสำนวนการเขียนของคนที่ชอบอ่านหนังสือดูก็ได้ แล้วจะได้เห็นความแตกต่าง ว่าเขาสามารถพูดจา และเขียนหนังสือได้อย่างไม่สะดุด อ่านก็ลื่นตา ฟังก็ลื่นหู เห็นได้ชัดว่ายิ่งอ่าน ก็ยิ่งได้ประโยชน์ดี ๆ ต่อตัวคุณเองอย่างไม่น่าเชื่อเลยเนอะ

               5.ช่วยกระตุ้นความจำ

            เมื่อเราอ่านหรือรับอะไรก็ตามเข้าไปในสมอง สมองจะสั่งการเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้ในส่วนหนึ่งของสมอง ที่มีไว้สำหรับการจดจำข้อมูล และเรียกใช้ได้อย่างทันทีเมื่อจำเป็น ดังนั้นเมื่อเราอ่านหนังสือมาก สมองก็จะได้ทำงาน เก็บข้อมูลและเรียบเรียงข้อมูลใหม่ เพื่อให้เราสามารถจำอะไรได้ดีขึ้น เราจึงสามารถเรียนรู้และจดจำได้อย่างดี ไม่มีลืม

               6.บริหารกระบวนการคิดวิเคราะห์

            ทุกครั้งที่ได้อ่านหนังสือที่มีเงื่อนงำ หรือมีปมที่ต้องคิดตาม สมองของเราก็จะพยายามขบคิดปมปัญหานั้น ๆ และหาทางออกด้วยตัวเอง เช่นกันกับเวลาที่ได้ดูหนังแนวสืบสวนสอบสวน เราก็จะพยายาคลำหาคำตอบอยู่ในใจไปพร้อม ๆ กับเนื้อเรื่อง ซึ่งก็จะทำให้กระบวนการคิดวิเคราะห์ของเราได้ทำงาน บริหารตัวเองอยู่ตลอด เรียกได้ว่ายิ่งได้อ่านก็เหมือนยิ่งได้ลับสมองให้เฉียบแหลมยังไงยังงั้นเลยล่ะ

               7.ฝึกสมาธิ

            หากอยากได้สมาธิ หรือต้องการหลีกหนีความวุ่นวายรอบกาย ก็ลองหยิบหนังสือที่น่าสนใจมาอ่านดูสิ แล้วคุณก็จะได้ฝึกสมาธิได้อย่างที่ตั้งใจ เพราะเวลาที่เราเพ่งความสนใจไปยังหนังสือ ก็จะได้เพ่งสมาธิและสมองไปด้วย ทำให้เรามีสมาธิทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ถึงขนาดที่ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำว่า ให้อ่านหนังสือก่อนทำงาน หรือเรียนสัก 15-20 นาที เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสมองและร่างกายให้พร้อมทำงาน และเรียนหนังสือเลยทีเดียว

               8.พัฒนาทักษะการเขียน

            เชื่อได้ว่าคนที่อ่านหนังสือทุกคน แม้จะอ่านบ่อยหรือไม่ค่อยบ่อยก็ตาม จะต้องมีนักเขียนในดวงใจ ที่เราอ่านแล้วชอบวิธีการเขียน และสำนวนของเขาเหลือเกิน ซึ่งสิ่งนี้และที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะทางด้านการเขียนให้เรา และยิ่งถ้าได้อ่านบ่อย ๆ ก็จะได้ทั้งคำศัพท์และสำนวนภาษาที่เขาใช้เขียนหนังสือกัน ไม่แน่ว่าสักวันคุณก็อาจจะได้เป็นนักเขียนฝีมือดีคนหนึ่งเลยก็ได้นะ

               9.ให้ความสงบ

            ผลวิจัยทางการแพทย์ได้พิสูจน์แล้วว่า นอกจากการอ่านหนังสือจะช่วยให้เรามีสามาธิขึ้นแล้ว การอ่านหนังสือยังช่วยให้ร่างกายเราเกิดความรู้สึกสงบขึ้นด้วย โดยหากอ่านหนังสือแนวปรัชญาหรือหนังสือที่ให้แนวคิด จะช่วยลดความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติได้ หรือถ้าอ่านหนังสือประเภทฮาวทู (self-help books) ก็จะช่วยปรับอารมณ์ที่แปรปรวนให้กลับมาเป็นปกติ และบางทีก็สามารถช่วยชี้ทางสว่างให้ปัญหาที่มืดแปดด้านได้ด้วย

               10.ให้ความบันเทิง

            ไม่ว่าจะอ่านหนังสือประเภทไหนก็แล้วแต่ จะมีสาระความรู้มากน้อยแค่ไหนก็ไม่สำคัญ เพราะหนังสือสามารถให้อะไรกับคนอ่านได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด ไอเดียดี ๆ ทักษะภาษา หรือแม้แต่หนังสือภาพการ์ตูนที่ไม่ได้มีสาระสำคัญอะไรเลย ก็ยังสามารถให้ความบันเทิงเริงใจแก่ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย ดังนั้น หากวัน ๆ หนึ่งคุณไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเท่าไร ก็ลองหาหนังสือที่คิดว่าน่าสนใจ หรือเริ่มอ่านข้อความบนถุงกระดาษ หรือบนฉลากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันก่อนก็ได้ค่ะ

            อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าทุกคนพอจะรู้ประโยชน์และข้อดีของการอ่านหนังสือกันอยู่แล้ว แต่ที่ติดกันอยู่นี่ก็คงเป็นความขี้เกียจ หรือบางคนก็มีกิจกรรมอื่นที่น่าสนใจกว่าให้ทำ แต่นับจากนี้ต่อไป อยากให้ลองอ่านหนังสือกันให้มากขึ้น แล้วคุณจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเองอย่างคาดไม่ถึง อะไรที่ไม่เคยได้รู้ก็ได้รู้ สถานที่ไม่เคยได้ไปก็จะได้เห็น มาเปิดโลกกว้างไปกับหนังสือดีกว่านะคะ

วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

จับตาเปลือกโลก...แผ่นดินทรุด!

น้ำทะเลเพิ่มสูง...ไทยเสี่ยงท่วม!?

หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่สุมาตรา-อันดามันที่เกิดขึ้นในเดือนธันวาคมปี พ.ศ. 2547 ครั้งนั้นหลายพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันเผชิญกับคลื่นยักษ์สึนามิภัยทางธรรมชาติซึ่งไม่เพียงสร้างความสูญเสียในชีวิตทรัพย์สิน ทางด้านธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมต่างก็ได้รับผลกระทบมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน!!

ภาวะโลกร้อน สถาน การณ์ที่กล่าวขานส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงแปรปรวนของฝนฟ้าอากาศ รวมถึงพิบัติภัยทางธรรมชาติที่ปรากฏให้สัมผัสใกล้ชิดขึ้น การศึกษาวิจัยเชิงลึกติดตามความเคลื่อนไหวดังกล่าวจึงมีความหมายความจำเป็น

โครงการวิจัยร่วมไทย-ยุโรป GEO2TECDI ซึ่งเป็นโครงการวิจัยร่วมระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรปซึ่งคณะนักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรมแผนที่ทหาร กรมอุทกศาสตร์ โรงเรียน นายเรือ และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสาร สนเทศ ร่วมกับมหาวิทยาลัยในยุโรป ได้แก่ TUDelft, TUDarmstadt และ ENS ได้ใช้ข้อมูลจากดาวเทียม จีพีเอส ดาวเทียมวัดระดับน้ำทะเล และดาวเทียม SAR ซึ่งเป็นเทคโนโลยีอวกาศ Space-geodetic ตรวจวัดและติด ตามการเปลี่ยนแปลงของโลก เกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเล การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกและการทรุดตัวของแผ่นดิน

งานวิจัยไม่เพียงพบการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกประมาณ 2 เท่า หากแต่พบการลดระดับของเปลือกโลกในบริเวณประเทศไทยที่น่าเป็นห่วง!!

ขณะที่การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยก็มีการศึกษาเรื่องดังกล่าวแต่อาจมีข้อมูลที่ต่างกันไป จากผลวิจัยของโครงการฯ ประมวลผลข้อมูลระดับน้ำทะเลเฉลี่ยรายปีจากสถานีวัดระดับน้ำของกรมอุทกศาสตร์ตั้งแต่ปี 2483 และจาก ข้อมูลกรมแผนที่ทหาร ซึ่งให้ข้อสรุปถึงระดับน้ำทะเลเฉลี่ยในอ่าวไทยกำลังเพิ่มระดับขึ้น โดยบริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันตกระดับน้ำทะเลเฉลี่ยกำลังเพิ่มขึ้นด้วยอัตราประมาณ 3 มิลลิเมตรต่อปี

นอกจากนี้การวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมวัดระดับน้ำทะเลในช่วงปี 2536-2551 บริเวณห่างจากชายฝั่งออกไปแสดงให้เห็นว่าระดับน้ำทั่ว อ่าวไทยกำลังเพิ่มขึ้นเช่นกัน อีกทั้งงานวิจัยได้ตรวจวัดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกซึ่งข้อมูลจากการวัดด้วยสัญญาณดาวเทียมจีพีเอสในบริเวณเกาะภูเก็ต ชุมพร และชลบุรีตั้งแต่ปี 2537 แสดงให้เห็นว่า ก่อนเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่สุมาตรา-อันดามันในปี 2547 แผ่นเปลือกโลกยกตัวอย่างช้า ๆ 2-3 มิลลิ เมตรต่อปี แต่หลังแผ่นดินไหวมีทิศทางลดระดับลง อย่างรวดเร็วด้วยความเร็ว ที่ตรวจวัดได้ประมาณ 10 มิลลิเมตรต่อปี ขณะเดียวกันได้ตรวจวัดการทรุดตัวของ ชั้นดินชั้นทรายในบริเวณกรุงเทพมหานคร

ขณะที่การลดระดับของเปลือกโลกและการทรุดตัวของชั้นดินชั้นทรายทำให้การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยส่งผลกระทบรุนแรงขึ้นต่อกรุงเทพฯ และจังหวัดชายฝั่งใกล้เคียงโดยมีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเกิดน้ำท่วม การกัดเซาะชายฝั่ง การรุก ของน้ำเค็มเข้าไปในแหล่งน้ำจืดตลอดจนการเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมชายฝั่ง รศ.ดร.อิทธิ ตริสิริสัตยวงศ์ ภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้ว่า โครงการนี้เราศึกษาทั้งสองส่วนทั้งเปลือกโลกที่เป็นชั้นหินซึ่งบนชั้นหินมีชั้นตะกอนเป็นพวกดิน ทราย หิน ฯลฯ

การทรุดตัวคงต้องแยกว่าเป็นชั้นดินชั้นทรายหรือชั้นตะกอนที่อยู่ชั้นบนหรือชั้นหิน ส่วนที่เป็นประเด็นมีการพูดถึงเปลือกโลกทรุดตัวส่งผลต่อน้ำท่วมนั้น แผ่นเปลือกโลกโดยทั่วไปมองกันว่าค่อนข้างเสถียรแต่ในความเป็นจริงนั้นยังมีการเคลื่อนตัวอยู่ซึ่งการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในประเทศไทยก็มีผู้ศึกษาติดตามเรื่องแผ่นดินไหวอยู่โดยการศึกษาส่วนใหญ่จะเป็นการติดตามการเคลื่อนตัวในทางราบ แต่โครงการฯ ศึกษาวิจัยในทางดิ่งร่วมด้วยและก็ทำให้พบว่า บริเวณประเทศไทยพบการลดระดับแผ่นเปลือกโลกกำลังเคลื่อนตัวลง

“ตัวเลขที่มีได้แก่ ที่ จ.ชุมพร ภูเก็ตและ อ.สัตหีบ หากพิจารณาจากอนุกรมเวลาของค่าพิกัดทางดิ่งที่แสดงในรูปกราฟจะเห็นว่าเส้นกราฟลดระดับลงซึ่งก็เป็นประเด็นที่คาดการณ์ว่ากรุงเทพฯ ก็น่าจะเคลื่อนตัวลง แต่ก็ยังไม่แจ้งชัดว่าลงไปที่อัตราเท่าไหร่เหตุผลก็คือกรุงเทพฯ มีลักษณะพิเศษด้วยที่ว่าชั้นดินตะกอนหนามากต้องเจาะลึกลงไปมากจึงจะเจอชั้นหิน

อีกทั้งจุดตรวจวัดทั้งหมดของกรุงเทพฯที่มีอยู่ก็จะอยู่ตามตึก ค่าการเคลื่อนตัวในทางดิ่งที่ได้จากจีพีเอสก็จะมีส่วนที่เป็นชั้นหินปนอยู่กับส่วนที่เป็นชั้นดินชั้นตะกอนแยกได้ยากว่าเป็นอย่างไร แต่อย่างไรแล้วก็เชื่อว่ามีการลดระดับลงเพราะจากการศึกษาในพื้นที่ใกล้เคียงอื่นที่ตั้งอยู่บนชั้นหินก็มีระดับลดลง”

ในกรุงเทพฯ ประเด็นใหญ่ที่เราห่วงกันก็คือ ในเรื่องของน้ำท่วม เรื่องของการกัดเซาะชายฝั่ง การรุกเข้ามาของน้ำเค็มซึ่งที่ผ่านมาก็เจอปัญหาเหล่านี้อยู่แล้วเพียงแต่ว่า ประเด็นนั้นเกิดจากอะไร ถ้ามองต่อไปในระยะยาวใน อนาคตจะมีผลอย่างไร หากไม่มีการแยกแยะอะไรให้ชัดเจนในแต่ละประเด็นก็ไม่สามารถตอบได้

จากการศึกษาวิจัยที่เสนอพบข้อมูลที่กล่าวมาทุกเรื่องมีความน่าเป็นห่วง อย่างเรื่องของเปลือกโลกที่เป็นชั้นหินทรุดตัวลง การที่เปลือกโลกที่เป็นชั้นหินลดระดับลงก็จะส่งผลต่อทุกสิ่งบนผิวโลก ด้วยเพราะเราอยู่บนชั้นดินเมื่อชั้นหินลดระดับลง ชั้นตะกอนก็จะลดลงตาม

“การสำรวจครั้งนี้จึงเป็นการศึกษาที่ลึกลงไปถึงชั้นเปลือกโลกและเมื่อชั้นหินเปลือกโลกทรุดตัวก็จะส่งผลต่อสิ่งต่าง ๆ การลดระดับลง ทีละน้อยเหล่านี้อาจเป็นการลดระดับโดยที่ไม่รู้ตัวแต่จากการศึกษาก็ทำให้เตรียมความพร้อมล่วงหน้าได้อย่างทันท่วงที”

การที่เปลือกโลกลดระดับลงก็มีผลมาจากแผ่นดินไหวเมื่อปีค.ศ. 2004 ที่เกิดสึนามิซึ่งก็มักจะพูดกันถึงเรื่องพิบัติภัยสึนามิกัน แต่อาจลืมนึกถึงผลกระทบในสิ่งเหล่านี้ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่ ส่งผลกระทบต่อเนื่องมา ในการศึกษาครั้งนี้จึงถือว่าเป็นความรู้ที่น่าสนใจ

ส่วนการศึกษาจากจีพีเอสเป็นการวัดระยะทางจากดาวเทียมที่อยู่ในอวกาศ หากพูดในหลักการที่เข้าใจได้ง่ายคือ ค่าความสูงของตำแหน่งเดิมเมื่อเวลาผ่านไปมีความคงที่หรือไม่ ถ้ามีความคงที่ก็ไม่มีการทรุดตัวซึ่งในระดับชั้นหินส่วนที่เป็นเปลือกโลกคงไม่สามารถทำอะไรได้ในการที่ จะหยุดยั้ง

แต่สิ่งที่เราต้องทำคือ เมื่อทราบผลจากการศึกษา มีข้อมูลเหล่านี้คงต้องเร่งตระหนักซึ่งในความรุนแรงของน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งจะมากกว่าที่เราคิดและอาจจะแตกต่างจากเดิมที่ได้มีการศึกษา ดังนั้นต่อไปในอนาคต ในการวางแผนแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดจะเป็น น้ำท่วม การกัดเซาะชายฝั่งหรือน้ำเค็ม ฯลฯ คงต้องนำข้อเท็จจริงร่วมวางแผน โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งที่ผ่านมาก็เผชิญกับปัญหาน้ำท่วมสิ่งที่มีความห่วงใยกันคือ ปัจจุบันพื้นที่กรุงเทพฯ ผิวดินอยู่ในระดับต่ำอยู่ใกล้กับระดับน้ำทะเลมาก

อีกทั้งในระหว่างทางสิ่งที่กำลังลดระดับลงแน่นอนว่าการกัดเซาะชายฝั่งเกิดขึ้น น้ำเค็มทะลักเข้าไปก็ง่ายขึ้น อีกทั้งยังอาจพบเจอปัญหาในช่วงที่น้ำทะเลหนุนมากในช่วงปลายปี น้ำทะเลก็จะทะลักเข้าไปลึกขึ้นก็แน่นอนว่าย่อมสร้างความเสียหาย

ส่วนในเรื่องของน้ำท่วมก็อาจพบได้บ่อยขึ้น นานขึ้นเนื่องจากแผ่นดินทรุดลงการระบายน้ำก็จะยากขึ้น แต่อย่างไรแล้วในแง่ของ ปัญหาที่เกิดนั้นคงไม่เกิดฉับพลัน แต่จะค่อยเป็นค่อยไปและจะทวีความรุนแรงขึ้น การวางแผนเพื่อแก้ไขหรือป้องกันปัญหาเหล่านี้ในอนาคตต้องเผื่อตัวเลขเหล่านี้ไว้ด้วยและต้องมีการศึกษาติดตามต่อไปเนื่องจากการเคลื่อนตัวเหล่านี้มีค่าไม่คงที่

จากผลวิจัยที่มีความหมาย การตระหนักโดยไม่ตื่นตระหนกร่วมรักษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติสิ่งแวดล้อมให้คงความสมบูรณ์อย่างจริงจังและยั่งยืนก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ต้องไม่ละเลยมองข้ามเช่นกัน.

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

'มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย'

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ประกาศผลการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ ประจำปี 2553 “มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ สดร.จัดขึ้นเพื่อการสร้างความตระหนักทางด้านดาราศาสตร์ให้แก่ประชาชนทั่วไปรวมทั้งการส่งเสริมให้คนไทยเข้าใจหลักการถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ และส่งเสริมกิจกรรมการถ่ายภาพทางด้านดาราศาสตร์ในประเทศไทย ทั้งนี้มีผู้ได้รับรางวัลในแต่ละประเภทดังนี้ ประเภท Deep Sky Objects รางวัลชนะเลิศคือนายตระกูลจิตร จิตตไสยะพันธ์ จากภาพ “Helix Nebula” ประเภทปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ รางวัลชนะเลิศ คือ นาย วินนิวัตร ไตรตรงสัตย์ จากภาพ “มหัศ จรรย์สุริยุปราคา” ประเภทวัตถุในระบบสุริยะ รางวัลชนะเลิศ คือ นายพรชัย อมรศรีจิรทร จากภาพ “สถานีอวกาศนานาชาติผ่านหน้าดวงอาทิตย์” และประเภทวิวธรรมชาติกับดาราศาสตร์ รางวัลชนะเลิศ คือ นายเสฎฐวุฒิ ชาลาบุตระ จากภาพ “ปราสาทแสงดาว” ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.narit.or.th

'เทียนพรรษา' พุทธบูชาน้อมนำธรรม

ล่วงผ่านวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันอาสาฬหบูชาต่อเนื่องมาถึง วันเข้าพรรษาในวันนี้ นอกเหนือจากพุทธศาสนิกชนจะได้บำเพ็ญบุญกุศลตักบาตรทำบุญถวายอาหารคาวหวานเครื่องอุปโภคที่จำเป็นแก่พระภิกษุ รวมทั้งเจริญศีลฟังเทศน์ปฏิบัติธรรมแล้วช่วงวันเข้าพรรษา อีกสิ่ง สำคัญที่ยึดปฏิบัติสืบต่อมาอย่างต่อเนื่องคือ การถวายเทียนพรรษา

เข้าพรรษา ในความสำคัญของวันนี้คือการที่พระพุทธเจ้ากำหนดให้พระภิกษุเริ่มอยู่จำพรรษาในวันแรม 1 ค่ำเดือน 8 โดยไม่เดินทางไปค้างแรม ณ สถานที่ใดเป็นเวลาสามเดือนทำให้พระภิกษุที่อยู่ร่วมกันจำนวนมากได้ศึกษาเข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ วันเข้าพรรษายังมีความหมายเป็นการเริ่มต้น ลด ละ เลิกอบายมุข สอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนสำคัญการงดเว้นจากบาปและความชั่วต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาดีในการน้อมนำหลักธรรมคำสอนมาเป็นแนวทางปฏิบัติสร้างความสุขสงบเป็นเข็มทิศนำทางการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท

ขณะที่ การหล่อเทียน ถวายเทียนพรรษาเป็นประเพณีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธปฏิบัติสืบเนื่องมา โดยการถวายแสงสว่างแก่พระภิกษุสงฆ์ สามเณร เชื่อกันว่า จะได้อานิสงส์แรงทำให้มีสติปัญญาดี ด้วยเพราะสมัยก่อนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ในช่วงจำ พรรษา พระสงฆ์สามเณรต้องศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย โดยช่วงค่ำมีความจำเป็นต้องใช้เทียนเพื่อให้เกิดแสงสว่าง ก่อนเข้าพรรษาจึงมีการถวาย เทียน

เทียนพรรษาแม้จะมีรูปแบบวิวัฒนาการให้เห็นจากเทียนเล่มเล็กสู่ต้นเทียนงดงามตกแต่งลวดลายวิจิตร แต่อย่างไรแล้วในความสำคัญของการถวาย เทียน นัยแห่งเทียนวันเข้าพรรษา ดร.อำนาจ บัวศิริ ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติให้ความรู้ว่า เทียนเข้าพรรษาเรื่องนี้นั้นมีประวัติมายาวนานนับแต่ครั้งสมัยพุทธกาล มีความเชื่อศรัทธากันถึงการ ให้แสงสว่างถวายบูชาพระประทีปทำให้เกิดสติปัญญา จิตใจผ่องใส ผิวพรรณงดงาม ช่วงเข้าพรรษาจึงเกิดประเพณี การถวายเทียนพรรษา

“ช่วงพรรษาสามเดือนมีข้อกำหนดว่าพระภิกษุสงฆ์ต้องทบทวน ร่ำเรียนหลักธรรม ปฏิบัติธรรม ซึ่งในครั้ง อดีตที่ยังไม่มีไฟฟ้า มีแต่ความมืดจึงมีผู้คิดว่าควรต้องมีแสงสว่างก็เลยมีการสร้างเทียนขึ้นมาถวายเพื่อเป็นพุทธบูชา

การสร้างเทียนประดิษฐ์เทียนเพื่อใช้ส่องแสงสว่างมีมายาวนาน อย่าง พราหมณ์จะใช้ไขจากวัว ส่วนชาวพุทธจะใช้ขี้ผึ้งโดยการเอารังผึ้งร้างที่ไม่มีน้ำหวานมาต้มเอาขี้ผึ้งแล้วฟั่นเป็นเทียนเล่มเล็ก ๆ นำมาจุดส่องแสงสว่าง นับแต่นั้นจึงมีการนำเทียนมาถวายก็เลยเกิดเป็นประเพณีถวายเทียนพรรษาในช่วงเข้าพรรษา”

สมัยก่อนการหล่อเทียนเป็นไปด้วยความเรียบง่ายใช้กระบอกไม้ไผ่เป็นเบ้าหล่อเทียน ใส่ไส้สำหรับการจุด ต่อมาเมื่อมีวิวัฒนาการดีขึ้นก็มีการนำโลหะมาจัดทำเป็นเบ้า มีการตกแต่งแท่งเทียนสวยงาม แต่โดยหลักแท้จริงของเทียนพรรษาทำขึ้นมาเพื่อให้ความสว่างแก่พระสงฆ์ในการปฏิบัติธรรมศึกษาเล่าเรียนในช่วงเข้าพรรษา

การถวายเทียนแม้จะเป็นการให้แสงสว่างทางตา แต่นัยเดียวกันพระก็ได้ใช้แสงสว่างจากเทียนเพื่อการเรียนพระธรรมเป็นแสงสว่างทางปัญญา ซึ่งก็มีพุทธสุภาษิตที่กล่าวว่าแสงสว่างใดเสมอด้วยปัญญาไม่มีก็เลยใช้เทียนเป็นสัญลักษณ์ความสว่างไสวทางปัญญาซึ่งก็เป็นคติของชาวพุทธก็เลยมีความนิยมถวายเทียนพรรษาสืบเนื่องมา

“ในสมัยสุโขทัย อยุธยา ก็มีการถวายเทียนอีกทั้งยังมีการบันทึกอย่างชัดเจนในสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงหล่อเทียนประมาณ 200 เล่มเพื่อถวายวัดต่าง ๆ อย่างทั่วถึงซึ่งจากการบันทึกก็ทำให้ เห็นความชัดเจนของประวัติศาสตร์ที่มีการสืบทอดปฏิบัติกันต่อเนื่องมา

ส่วนการถวายเทียนจะเป็นขนาดใดแท่งเล็กหรือแท่งใหญ่นั้น ก็แล้วแต่ไม่ได้มีข้อกำหนดใด ๆ แต่อย่างไรแล้วควรอยู่ในความพอดี ความเหมาะสมทั้งในรูปแบบ ลวดลาย ควรต้องทราบความหมาย การนำเทียนมาใช้โดยเทียนนั้นเป็นเครื่องหมายการจุดบูชาพระธรรมคำสอน ให้แสงสว่างการนำเทียนมาถวายจะเป็นขนาดรูปแบบใดจึงควรพิจารณา ให้มีความเหมาะสม”

จากประเพณีก็ทำให้ เกิดความต่อเนื่องในการถวายเทียนในช่วงเข้าพรรษา ส่วนปัจจุบันเมื่อมีไฟฟ้าแล้วเทียนก็ยังคงมีความหมายความจำเป็นอย่างเช่น วัดที่ยังไม่มีไฟฟ้าก็จะได้ใช้ความสว่างไสวจากแสงเทียนในการศึกษาพระธรรม ปฏิบัติธรรม

อีกทั้งแสงสว่างจากเทียนยังช่วยให้ปลอดภัยจากอันตรายของแมลงและสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งนอกจากการถวายเทียนพรรษาในช่วงเข้าพรรษาก็มีการถวายหลอดไฟ ซึ่งนัย ก็เป็นเช่นเดียวกัน

“การถวายเทียนสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง แต่ที่เกิดขึ้นช่วงเข้าพรรษาถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เห็นได้ชัดเจนเนื่องด้วยพระสงฆ์ต้องอยู่จำพรรษาได้ใช้เทียนอย่างเต็มที่ แต่ช่วงเวลานอกพรรษาก็สามารถ ทำได้ อย่างเช่น ถ้าหลอดไฟในวัดชำรุดเสีย ก็สามารถ ซื้อมาเปลี่ยนซ่อมแซมได้ ขณะที่เทียนก็ยังคงต้องใช้สำหรับการทำวัตรเช้าทำวัตรเย็นจุดในโบสถ์”

ในโอกาสอันดีนี้จึงอยาก ให้เห็นถึงสาระสำคัญของวันเข้าพรรษาซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการตั้งมั่นประพฤติปฏิบัติความดีน้อมนำหลักธรรมคำสอนมาปฏิบัติ

“พระพุทธองค์ ทรง เรียนรู้หลักธรรมจากธรรมชาติ ตามธรรมชาติก็มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไปเปรียบเหมือนชีวิตทั้งพืชทั้งสัตว์ก็มีเกิดมีอายุที่เพิ่มสูงขึ้น มีเจ็บเหี่ยวเฉาตายจากไปเป็นอนิจจังสัจธรรม ของโลก การจะเข้าใจถึงวิถีที่เป็นอยู่ได้ก็ด้วยการปฏิบัติซึ่งการเรียนเพียงแค่หลักธรรมจะไม่ได้ผลเต็มสมบูรณ์ อย่างในเรื่องความมีเมตตาทั้งต่อตนเองและเพื่อนมนุษย์ การจะเกิดความเมตตาได้ก็ต้องรู้จักการให้ รู้การแบ่งปันเอื้อเฟื้อและเมื่อรู้จักเป็นผู้ให้แล้วก็จะมีความเมตตา ปรารถนาดีต่อผู้อื่น เมื่อฝึกปฏิบัติต่อเนื่องไปใจของเรา ก็จะไม่หวงแหน จิตใจก็จะผ่องแผ้ว”

การปฏิบัติธรรมเจริญศีลภาวนาจึงนำมาซึ่งความสุขสงบ ยุติความวุ่นวายต่าง ๆ ที่คิดคำนึงให้ลดน้อยลง เมื่อสมาธิเกิดสมองก็จะปลอดโปร่ง ไม่คิดเรื่องหนึ่งเรื่องใด เมื่อจะพิจารณาถึงความจริง ความผิด ถูกต้องหรือจะคิดทำสิ่งใดปัญญาก็จะคมชัด ต้องฝึกหัดเรียนรู้ซึ่งหลักของพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้เป็นจริงก็ ต่อเมื่อเราลงมือฝึกปฏิบัติ

การน้อมนำธรรมมาปฏิบัติในช่วงวันเข้าพรรษาจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะซึ่งขณะที่พระเป็นต้นแบบการปฏิบัติศีลปฏิบัติธรรม เรียนธรรมอย่างเคร่งครัดในช่วงเข้าพรรษา

ขณะเดียวกัน พุทธศาส นิกชนก็จะได้ใช้ช่วงเวลานี้ ในการทำบุญ รักษาศีลด้วยเพราะพระภิกษุไม่ได้เดินทางไปที่ใดก็มีโอกาสได้ทำบุญต่อเนื่องเป็นการสร้างอานิสงส์ผลบุญที่ก่อขึ้นด้วยจิตบริสุทธิ์ บางคนอาจปวารณารักษา ศีลห้าอย่างเคร่งครัด รักษา ศีลแปดงดละเว้นการดื่มสุรา ตลอดช่วงเข้าพรรษาหรืออาจต่อเนื่องปฏิบัติดีสืบเนื่องไปโดยนำช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการเริ่มต้น

ผู้อำนวยการฯ ยังกล่าวทิ้งท้ายอีกว่า วันเข้าพรรษาจึงมีนัยทำให้หันมาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นอีกโอกาสดีในการน้อมนำหลักธรรมคำสอนปฏิบัติบูชา ทำบุญสุนทาน ก่อเกิดเป็นเสบียงบุญนำมาซึ่งความสุข สงบเป็นบุญกุศลแก่ตนเองและคนรอบข้าง.

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

หลักคำสอน 'บัวสี่เหล่า'

ชี้ทางสว่างสร้างคนสร้างปัญญา

"วันอาสาฬหบูชา” ถือเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นก่อนวันเข้าพรรษา 1 วัน ตรงกับวันเพ็ญเดือน 8ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 หนหลัง

ในวันอาสาฬหบูชามีเหตุการณ์สำคัญทางพุทธศาสนาเกิดขึ้น 3 ประการด้วย กัน ประการแรก เป็นวันแรก ที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา โดยแสดงพระปฐมเทศนาหรือแสดงหลักธรรมครั้งแรก ชื่อว่า ธัมมจัก กัปปวัตนสูตร

ประการต่อมา เป็นวันที่บังเกิดพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา คือ พระอัญญาโกณฑัญญะได้บรรลุธรรมและขออุปสมบทเมื่อฟังพระปฐมเทศนาจบ และประการสุดท้าย เป็นวันแรกที่บังเกิดพระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และพระสังฆรัตนะ ขึ้นในโลกอย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ในวันสำคัญทางพุทธศาสนา “อาสาฬห บูชา” ยังมีเรื่องราวหลักธรรมคำสอนที่ให้ข้อคิดคติสอนใจแก่ชาวพุทธได้อย่างลึกซึ้งในทุก ยุคทุกสมัยนั่นคือ เรื่องของ “บัวสี่เหล่า” อันเป็นเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าทรงเปรียบบุคคลเสมือนบัวจำพวกต่าง ๆ เป็นข้อความที่ปรากฏในคัมภีร์อรรถกถาและพระไตรปิฎก โดย พระครรชิต คุณวโร ผู้ช่วย เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน ได้บรรยายถึงที่มาให้ฟังว่า จากคัมภีร์อรรถกถา สุมังคลวิลาสินี อรรถกถาทีฆนิกาย มหาวรรค กล่าวไว้ว่า นับแต่วันที่สมเด็จพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ใน วันเพ็ญเดือน 6 พระองค์ประทับเสวยวิมุตติสุข ณใต้ต้นไม้ 7 ชนิด ชนิดละ 7 วัน รวมเป็นเวลา 49 วัน

“ตอนนั้นพระองค์ทรงปรารภขึ้นว่าธรรมที่ได้ตรัสรู้ ได้รู้แจ้งนั้น เป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง และประณีต เป็นธรรมเพื่อที่จะละซึ่งโทสะ โมหะ แต่ปัจเจกชนทั้งหลายยังเต็มไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ จึงไม่สามารถเข้าใจได้ง่าย อันสรรพสัตว์ทั้งหลายเมื่อราคะย่ำแล้ว เมื่อความมืดหุ้มห่อแล้ว จะไม่เห็นธรรม จะมีผู้ใดเข้าถึงได้ เห็นรายละเอียดลึกซึ้งนั้น เห็นได้ยาก”

ขณะที่ทรงพิจารณาอยู่นั้น ท้าวสหัมบดีพรหมได้มาอาราธนาขอให้พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนมนุษย์ หากไม่ทรงสั่งสอนสรรพสัตว์ทั้งหลายก็อาจจะเสียโอกาสในส่วนนี้ เพราะสรรพสัตว์ที่จะตรัสรู้ตามได้นั้นยังมีอยู่ เมื่อท้าวสหัมบดีพรหมกราบทูลแล้ว พระองค์ทรงนิ่งและพิจารณา

“จากนั้นก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา ซึ่งเป็นความรู้อย่างหนึ่งที่ว่า ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายที่มีธุลี คือ กิเลสในจักษุน้อยก็มี ที่มีธุลี คือ กิเลสในจักษุมากก็มี ที่มีอินทรีย์แก่กล้าก็มี ที่มีอินทรีย์อ่อนก็มี ผู้มีปัญญาดีก็มี ที่มีปัญญาทรามก็มี ที่จะสอนให้รู้ได้ง่ายก็มีที่จะสอนให้รู้ได้ยากก็มี เมื่อเป็นเช่นนี้ ในเมื่อยังมีผู้ที่สามารถตรัสรู้ คิดตามได้ อย่างนี้ ท่านจึงกล่าวว่า ถ้าใครมีความศรัทธาก็จงน้อมใจเลื่อมใสศรัทธาเทอญ เราจะแสดงธรรมให้ฟัง”

พระพุทธองค์ทรงมองว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ก็ เปรียบได้เหมือนกับบัว ที่มีทั้ง บัวหลวง บัวขาว บัวขาบ บัวผัน บัวเผื่อน โดยบัวเหล่านั้นแบ่งได้เป็นสามเหล่า ตามพระไตรปิฎก แต่แบ่งเป็นสี่เหล่า ตามอรรถกถา

ตามนัยพระไตรปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ พระพุทธองค์เปรียบบุคคลเหมือนดอกบัว 3 เหล่า กล่าวคือ คนที่มีปัญญาดี มีศรัทธาในคุณงามความดีได้ง่าย มีปัญญารู้แจ้งได้ง่ายมีอยู่ เพียงแค่พูดให้ความรู้ ไม่ต้องอธิบาย ขยายความ ก็สามารถรู้เรื่อง เข้าใจได้ บุคคลเหล่านี้เปรียบเหมือนบัวที่พ้นน้ำ

ส่วนอีกพวกหนึ่ง เป็นบุคคลที่มีสติปัญญาปานกลาง มีกิเลสเบาบาง มีความเพียรที่จะเรียนรู้ เมื่อได้ฟังด้วยการอธิบาย ค่อย ๆ บอก ค่อย ๆ อธิบาย ขยายความ ก็สามารถ รู้และเข้าใจได้ เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำ

และสุดท้าย คือ บัวใต้น้ำ เป็นกลุ่มคนที่มีสติปัญญาน้อย แม้จะบอก แม้จะสอน อาจจะยังไม่เข้าใจ ยังไม่รู้เรื่อง ต้องค่อย ๆ บอกไปทีละน้อย ๆ แต่ถ้าหากเขาขวนขวายในการศึกษาหาความรู้อย่างไม่ย่อท้อ ไม่ช้าไม่นานหลังจากนั้น เขาก็อาจจะสามารถบรรลุธรรมได้

ส่วนความหมายของ บัวสี่เหล่าตามนัยอรรถกถากลุ่มแรก คือ บัวที่อยู่พ้นน้ำ เรียกคนกลุ่มนี้ว่า อุคฆฏิตัญญู เป็นบุคคลที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจได้ในเวลาอันรวดเร็ว ต่อมา บัวที่อยู่ปริ่มน้ำ บุคคลที่มีสติปัญญาปานกลาง เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและหากได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติมก็จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เรียกคนกลุ่มนี้ว่า วิปัจจิตัญญู

กลุ่มที่ 3 เป็น บัวที่อยู่ใต้น้ำ แต่อยู่เหนือโคลนตม เรียกคนกลุ่มนี้ว่า เนยย เป็น บุคคลที่มีสติปัญญาน้อย เมื่อได้ฟังธรรมแล้วยังไม่สามารถบรรลุได้ แต่หากฝึกฝน ประพฤติปฏิบัติให้มากขึ้นเรื่อย ๆ อยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่ง
สุดท้าย บัวที่อยู่ใต้โคลนตม เป็นบุคคลที่ฟังธรรมแล้ว ก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธา ไร้ซึ่งความเพียร โดยปกติแล้วเราจะได้ยิน ได้ฟัง บุคคลที่เปรียบเหมือนบัวใต้โคลนตมที่เป็น อาหารของเต่า ปลา คือ บุคคลที่สอนไม่ได้แล้ว ตรงนี้ไม่ใช่ตามหลักทางพุทธศาสนา เพราะถึงแม้เขาจะฟังธรรมแล้วไม่สามารถบรรลุธรรมได้ในชาตินี้ แต่จากการที่ได้ฟังธรรมไป สิ่งเหล่านี้จะเป็นอุปนิสัย เป็นประโยชน์ให้กับเขาต่อไปในชาติหน้าหรือในชาติถัด ๆ ไป เรียกคนกลุ่มนี้ว่า ปทปรมะ
การนำอุปมาเรื่องบัวมาใช้ในชีวิตประจำวันนั้น พระครรชิต กล่าวว่า เพื่อให้พึงทราบไว้ว่า จริง ๆ แล้วทุก คนสามารถฝึกและสอนได้แต่การสอนหรือการฝึกนั้น จะต้องดูให้เหมาะกับตัวบุคคลเพราะคนมีหลายประเภท บางคนมีปัญญาดี บอกครั้งเดียวรู้และเข้าใจได้เลย บางคนแค่บอกยังไม่เข้าใจ ต้องค่อย ๆ อธิบายถึงจะรู้และเข้าใจ ส่วนบางคนต้องค่อย ๆ บอก อธิบายแจกแจงรายละเอียดเป็นข้อ ๆ ว่าต้องทำอย่างนี้ อย่างนั้น เขาถึงจะทำได้

แต่บางคนแค่นั้นยังไม่พอ ต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไช ต้องคอยบอกทุกขั้นตอน ต้องคอยดุคอยว่าอยู่ตลอดถึงจะรู้เรื่อง ในขณะที่บางคนไม่ใช่แค่คอย จ้ำจี้จ้ำไช แม้จะสอนทุกเรื่อง เตือนทุกครั้งยังไม่พอ ยังต้องคอยบังคับ คอยจี้อยู่ตลอดให้ทำเองอย่างไรก็ทำไม่ได้ ฝึกอย่างไรก็ทำไม่ได้ พวกนี้มีอยู่

“ฉะนั้นจึงต้องเลือกปฏิบัติกับบุคคลให้ถูกต้องจะมานั่งบ่นว่าทำไมคนนี้ถึงเป็นอย่างนี้ไม่ได้ เพราะโดยนิสัยตามธรรมชาติของแต่ละคนแตกต่างกัน โดยคำนึงว่า ต้องเปิดโอกาสให้กับคนที่อยากรู้ ต้องไม่ย่อท้อในการสั่งสอน และต้องสั่งสอนให้เหมาะกับสภาพของบุคคล ให้เหมาะกับสติปัญญาของเขาในขณะนั้น ๆ ด้วย ไม่ใช่เขามาถึงก็ให้ฟังธรรมในเรื่องลึกซึ้งเลย เขามาใหม่ก็ไม่รู้เรื่อง ไม่ทราบรายละเอียดมาก่อนก็ฟังไม่รู้เรื่อง แล้วจะบอกว่าเขาโง่ไม่ได้ ต้อง บอกว่าเรายังไม่พร้อมที่จะสอนเขา หรือเขายังไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ นั่นถึงจะถูกต้อง”

เมื่อเป็นเช่นนี้ การบอกกล่าวหรือสอนในเรื่องใดก็ ตามจึงต้องมีลำดับขั้นตอน ประการแรก ดูก่อนว่าผู้ที่เราจะพูดหรือสอนนั้น ภูมิปัญญาเขามีแค่ไหน เราควรจะเริ่มสอนหรือพูดจากตรงไหนก่อน บางคนเห็นแล้วว่าคนนี้มีปัญญามาก ตรงนี้เราไม่ต้องไปสอนอะไรมากมาย ให้หัวข้อไปศึกษาด้วยตนเองก็สามารถรู้และเข้าใจได้ แต่จะทำอย่างนี้กับทุกคนไม่ได้ เพราะบางคนให้แต่หัวข้อแล้วไปศึกษาเอง ก็ไปเที่ยว ไปเล่นแทน ตรงนี้ทำให้เห็นถึงความแตกต่างของบุคคล จะได้วางท่าทีและการปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง เราก็จะสามารถฝึกเขาให้ตั้งมั่นอยู่ในคุณงามความดี หรือให้เรียนรู้งานหรือทำงานให้ประสบความสำเร็จได้นั่นเอง.